กว่าจะเป็น ภาณุเดช สืบเพ็ง ดาวดวงใหม่แห่งเสือป่าราชา

กว่าจะเป็น ภาณุเดช สืบเพ็ง ดาวดวงใหม่แห่งเสือป่าราชา

22 กุมภาพันธ์ 2562 | เข้าดู 241 ครั้ง

นี่คือเรื่องราวของปีกคนใหม่เสือป่าราชา ที่เริ่มต้นบนเส้นทางฟุตบอลช้ากว่าใครเพื่อน แต่วันนี้เค้าใช้ฝีเท้าและความมุ่งมั่นในการพาตนเองขยับสู่ยอดทีม Thai League 3 แห่งเมืองพระปฐมเจดีย์ที่ชื่อ ภาณุเดช สืบเพ็ง

ไอ้หนุ่มเซาะกราว

“ผมไม่คิดเลยนะว่าผมจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ” 
เด็กชายภาณุเดช สืบเพ็ง เกิดและเติบโตที่อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ดินแดนที่สร้างนักฟุตบอลชื่อดังมาแล้วอย่างมากมาย เขาไม่ใช่เด็กที่เกิดมาพร้อมกับลูกฟุตบอลเหมือนเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันและเกิดในครอบครัวฐานะปานกลาง เจ้าของกิจการผู้รับเหมาในกรุงเทพมหานคร มีรายได้จุนเจือเจ้าตัวและน้องสาวได้เป็นอย่างดีเลยก็ว่าได้
“บ้านเกิดผมอยู่ที่อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ สมัยเด็กๆ ใช้ชีวิตเหมือนเด็กบ้านนอกทั่วไป ใช้ชีวิตตามท้องทุ่งนาและในชนบท ไม่ค่อยสนใจอะไรมากนัก ใช้ชีวิตตามประสาเด็กทั่วไป ส่วนเรื่องฟุตบอลถ้ามีโอกาสก็เล่นกับเพื่อนบ้าง แต่ไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก จนกระทั่งเรียนจบชั้น ป.6 ก็เลยมีโอกาสย้ายมาเรียนในกรุงเทพมหานคร เพราะพ่อแม่ทำงานที่นี่ครับ”

จากบวชเรียน สู่ฟุตบอล

“หลังจากเรียนจบชั้น ป.6 พ่อแม่ย้ายผมมาเรียนในกรุงเทพฯ ทั้งสองท่านตั้งใจจะให้บวชเป็นสามเณรและเรียนในโรงเรียนปริยัตธรรมด้วย แต่ผมก็บวชได้ไม่นานนักจึงขอลาสิกขา เพราะมองว่าคงไม่เหมาะกับตัวเองเท่าไหร่ จากนั้นก็เลยได้เข้าเรียนที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 75 เฉลิมพระเกียรติ ที่นั่นผมได้เจอเพื่อนมากมายและได้เริ่มเล่นฟุตบอลอย่างจริงจัง จาก Wanta Fc ที่พ่อส่งผมไปหัดเล่นฟุตบอล เพียงเพราะอยากให้ผมเล่นกีฬา แต่ตอนนั้นผมก็ไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก เล่นไปตามประสาเด็กๆ”
แม้การเริ่มต้นครั้งนั้นจะไม่ได้เกิดจากความต้องการของเจ้าตัว แต่ด้วยพรสวรรค์ผสานกับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตของเด็กที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกเส้นทางตนเองอย่างไรในขณะนั้น 
“หลังจากเรียนจบชั้น ม.3 ผมก็เลยย้ายไปเรียนที่โรงเรียนพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาคร ที่นั่นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตผมกับฟุตบอลก็ว่าได้ เพราะมีรุ่นพี่ในโรงเรียนเซ็นต์สัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ นั่นทำให้ผมมีความอยากเป็นนักฟุตบอลเหมือนพี่เค้า เลยตั้งใจเล่นฟุตบอล ตั้งใจฝึกซ้อมและฝันว่าสักวันผมจะต้องเป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ได้ครับ”

ฝันแรกที่หัวหิน

หลังจากเรียนจบชั้น ม.6 ที่โรงเรียนพันท้ายนรสิงห์ สถานที่เรียกได้ว่าเป็นสถานเพาะบ่มฝีเท้าของเจ้าตัวแห่งแรกอย่างเป็นทางการ การก้าวเข้าสู่ชีวิตนักเตะที่เป็นความใฝ่ฝัน คือ สิ่งท้าทายความสามารถของดาวเตะร่างเล็กรายนี้เป็นอย่างมากและทีมที่จะเป็นผู้ให้คำตอบได้ดีที่สุด นั่นคือ หัวหิน ซิตี้ ทีมในศึก Thai League 4 แห่งโซนตะวันตกที่ผลิตนักเตะดาวรุ่งชื่อดังป้อนวงการฟุตบอลไทยมาอย่างมากมาย
“หลังจากเรียนจบชั้น ม.6 ก็ได้รับคำแนะนำจากอาจารย์วันทา จันทะโยธาให้ไปคัดตัวทีมหัวหิน ซิตี้ ผมจึงตัดสินใจเดินทางไปคัดตัวคนเดียว ตอนนั้นก็ไม่คิดว่าจะผ่านการคัดตัวเพราะมีคนคัดหลายร้อยคนเหมือนกัน ท้ายที่สุดก็ผ่าน ได้เซ็นต์สัญญาเป็นนักเตะอาชีพตามความฝัน ช่วงเปิดฤดูกาลก็ไม่คิดว่าจะยึดตัวจริงของทีมมองแค่ว่าต้องพยายามทำให้ดีที่สุด เพราะตอนนั้นผมเลือกที่จะทุ่มเทให้กับฟุตบอล ผมเลือกที่จะหยุดเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐมเพื่อฟุตบอล เลือกทำตามความฝัน พอเปิดฤดูกาลก็ไม่ได้เล่นจริงๆ ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรมาก คิดแค่ว่าตนเองยังไม่ดีพอและบอกตัวเองว่าวันนี้เราไม่ได้ลงเล่น เพราะเรายังไม่ดีพอ แต่ถ้าสักวันเราลงเล่น โอกาสเป็นของเรา ผมจะไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไปอย่างแน่นอนและผมก็ได้รับโอกาสนั้นในนัดที่ 4 ของฤดูกาล จากนั้นตำแหน่งตัวจริงก็เป็นของผมโดยตลอด จนผมสามารถพาทีมไปรอบแชมป์เปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จพร้อมซัดไป 4 ประตูกับอีก 1 แอสซิสต์ถามว่าพอใจมั๊ย พอใจที่ตามฝันในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้สำเร็จ แต่ผลงานในสนามไม่ค่อยพอใจและที่สำคัญคือความฝันของผมยังใม่จบ”

ผสม ผสาน หลอมรวม มุงมั่น

ความตั้งใจเป็นนักฟุตบอลอาชีพอาจเป็นสิ่งที่เกิดกับเด็กผู้ชายแทบทุกคนที่หวังอยู่บนเส้นทางของอาชีพที่มองว่ามีเกียรติ มีชื่อเสียงและรายได้ที่ดี แต่กับเด็กหนุ่มที่เดินบนเส้นทางความฝันที่ต่างจากเด็กคนอื่นทั่วไป เด็กที่เริ่มต้นเล่นฟุตบอลช้ากว่าใครคนอื่น เด็กที่หัดเตะฟุตบอลจากอะคาเดมี่ที่พ่อพาไปเล่นเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เด็กที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนจากมหาอำนาจลูกหนังขาสั้นเหมือนเด็กคนอื่นๆ ดังนั้นสิ่งที่เจ้าตัวใช้ในการพัฒนาฝีเท้าย่อมหนักว่าคนอื่นเค้า
“ผมทำทุกอย่าง ทำทุกวิถีทางที่จะให้ตนเองเป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ได้ ผมดูคลิปและดูถ่ายทอดฟุตบอลให้มากที่สุด ดูเพื่อที่จะเรียนรู้จากนักฟุตบอลที่ดี นักฟุตบอลเก่งๆ ไม่ว่าจะเป็นพี่เจ พี่มุ้ย พี่อุ้มและนักเตะทีมชาติคนอื่นๆ พยายามเอาจุดเด่นและทริกการเล่นฟุตบอลจากทุกคนมาฝึกฝน บางอย่างผมอาจทำไม่ได้ในวันนี้แต่ผมว่าสักวันผมจะทำได้สำเร็จจากการฝึกซ้อม ผมเชื่อเสมอว่าการทำงานหนักจะทำให้ผมประสบความสำเร็จครับ”

สู่ฝันด้วย Messenger

“ผมทราบข่าวว่าที่นครปฐม ยูไนเต็ด เปิดคัดตัวหลังจากที่คัดตัวไปแล้ววันนึง ด้วยความที่อยากทดสอบฝีเท้าตัวเองว่าดีพอและพัฒนาไปมากเพียงใด จึงตัดสินใจส่ง Messenger หาโค้ชธง เพื่อส่งโปรไฟล์และแนะนำตัว โค้ชธงเลยแจ้งว่าให้ไปคัดตัวได้ในวันรุ่งขึ้นที่สนาม จึงตัดสินใจหิ้วสตั๊ดขึ้นรถตู้เดินทางไปคัดตัวเพียงคนเดียวโดยที่ไม่บอกใคร ถามว่าตอนนั้นคิดอย่างไร ผมก็คิดแค่ว่าผมจะพยายามทำให้ดีที่สุดและเชื่อมั่นว่าความตั้งใจย่อมให้ผลดีแก่เราเสมอ อีกอย่างเชื่อว่าที่ได้รับโอกาสในครั้งนั้นคงมาจากผลงานที่ผมยิงทีมนครปฐม ยูไนเต็ดในรอบแชมป์เปี้ยนส์ ลีกปีที่ผ่านมาจึงทำให้ได้รับโอกาสในครั้งนี้ พอทดสอบฝีเท้าไปได้สักพักผมก็ได้เซ็นต์สัญญากับทีมนครปฐม ยูไนเต็ด รู้สึกดีใจมาก โทรบอกพ่อว่าผมทำได้แล้ว ได้เซ็นต์สัญญากับทีมที่ยิ่งใหญ่ทีมหนึ่งของเมืองไทย”
ดาวเตะความเร็วสูงเล่าถึงเส้นทางในการผันตัวเองจากนักเตะอาชีพที่ผ่านการลงเล่นศึก Thai League 4 ในฤดูกาลแรกสู่การกลายเป็นขุนพลใหม่ของทีมยักษ์ใหญ่ของวงการฟุตบอลไทยอย่างนครปฐม ยูไนเต็ด

ก้าวแรกบน T3

การใช้ชีวิตในช่วงปิดฤดูกาลที่แทบไม่ได้พักสำหรับเจ้ารุ่ง ที่ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ในการฝึกซ้อม รักษาความฟิตและพัฒนาฝีเท้าตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมาเพื่อใช้ในการล่าฝันการเป็นนักเตะใน Thai League 3 อย่างไม่ลดละซึ่งความพยายามดังกล่าวก็ให้ผลตอบแทนตามที่เจ้าตัวคาดหวังจนนำมาสู่การลงสนามในศึก Thai League 3 ที่มาเร็วกว่าที่เจ้าตัวคาดไว้เลยทีเดียว
“ผมไม่คิดว่าจะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงเร็วขนาดนี้ หลังจากเซ็นต์สัญญากับทีมผมก็พยายามเรียนรู้จากเพื่อนร่วมทีมและพี่ๆในทีมให้มากที่สุด ขยัน ตั้งใจฝึกซ้อม ทำตามที่โค้ชสอนให้ดีที่สุดส่วนโอกาสลงสนามเป็นเรื่องของอนาคต แต่พอนัดที่ 2 ผมได้ลงเล่นเป็นตัวจริง ความรู้สึกในขณะนั้นมันเหมือนฝันแต่ก็ปลุกตัวเองให้อยู่กับความจริงและลงไปทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด ผลงานการลงเล่นตัวจริงนัดแรกให้กับทีมผมยังทำได้ไม่ดี เพราะมองว่าตัวเองยังทำได้ดีกว่านี้อีกเยอะ แต่ทุกอย่างผมจดจำไว้มาเป็นบทเรียน บทเรียนที่ผมพยายามเรียนรู้ในทุกๆวัน”

ไม่กลับบ้าน

การเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่หลายคนมองว่าเป็นอาชีพที่มีเวลาในการทำงานสั้นและรายได้ไม่ดีนักในสภาวะปัจจุบันที่หลายคนมองว่าอยู่ในภาวะฟองสบู่แตก นักเตะหลายคนเลือกที่จะหันหาอาชีพที่มั่นคงเป็นอาชีพเสริม บางคนตัดสินใจหันหลังให้กับสังเวียนผืนหญ้าเพื่อความมั่นคงในชีวิต แต่ไม่ใช่กับเด้กหนุ่มจากอำเภอสตึกคนนี้ที่ตัดสินใจเลือกที่จะหันหลังให้กับบ้านและพร้อมเดินทางตามล่าฝันที่หวังเพียงเพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวและวงศ์ตระกูล
“พ่อผมบอกเสมอว่า ถ้าไม่ไหวก็กลับบ้าน ไปสืบทอดกิจการที่บ้าน ซึ่งถ้าผมกลับไปทำงานที่บ้านก็คงอยู่ได้สบายๆ มีรายได้ดีกว่าเล่นฟุตบอลพอสมควร แต่มันไม่ใช่สำหรับผม”
“ผมว่าฟุตบอลคือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ แม้จะมีรายได้ที่ไม่ได้มากมาย แต่การได้ทำความฝันมันคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ทุกวินาทีในสนามคือความท้าทายสำหรับผม ผมคิดอยู่เสมอว่าวันนี้ผมจะทำได้ดีกว่ามื่อวานรึป่าว ฝีเท้าผมจะพัฒนาไปมากกว่ามื่อวานหรือไม่ ปีที่แล้วผมเล่น T4 ปีนี้ผมเล่น T3 ปีหน้าผมอยากลงเล่น T2 ไปพร้อมกับนครปฐม ยูไนเต็ดและความฝันของผมคือการลงเล่นใน T1 รวมทั้งการติดทีมชาติไทย วันนี้ผมจะยังไม่กลับบ้าน เพราะผมยังไม่ดีพอที่จะสร้างความภูมิใจให้กับครอบครัว ผมจะกลับบ้านก็ต่อเมื่อผมกลับไปพร้อมกับความภูมิใจให้กับครอบครัว วันที่ผมทำตามความฝันตนเองได้สำเร็จครับ”

นี่คือเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่กำลังแรกเริ่มเดินบนเส้นทางของความฝัน ที่ไม่มีใครรู้คำตอบในจุดหมายปลายทางของเส้นทางเส้นนี้ แต่อย่างน้อยความเชื่อ ความมุ่งมั่น ความทุ่มเท ก็เป็นสิ่งที่บอกเค้าตลอดมาถึงผลลัพธ์ที่ดีบนวิถีฟุตบอลที่เจ้าตัวต้องเผชิญด้วยความฝัน ฝันที่แม้จะไม่สมหวัง แต่สุขที่ยิ่งใหญ่ของความฝันคือการเดินตามความฝันของปีกดาวรุ่งที่ชื่อ ภาณุเดช สืบเพ็ง

Credit Picture : NakhonpathomUnited

Thai-football

 THAI LEAGUE 2 BEST XI : ประจำฤดูกาล 2018

THAI LEAGUE 2 BEST XI : ประจำฤดูกาล 2018

11 กุมภาพันธ์ 2562 | เข้าดู 122 ครั้ง

Thai League 2 ฤดูกาล 2018 จบไปเป็นที่เรียบร้อยพร้อมกับตำแหน่งแชมป์เป็นของ ปตท.ระยอง ที่ควงสองทีมอย่างตราด เอฟซีและเชียงใหม่ เอฟซี เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ นี่คือผู้เล่นและโค้ชที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดในแต่ละตำแหน่งภายใต้มุมมองของเพจ Thai-football

ผู้รักษาประตู : อิซวาน มาห์มุซ (หนองบัวพิชญ เอฟซี)

กองหลัง : ชินวัฒน์ วงศ์ไชย (ปตท. ระยอง)
กองหลัง : ยานโต บาสน่า (ขอนแก่น เอฟซี)
กองหลัง : คาตาโนะ ฮิโรมิชิ (ตราด เอฟซี)

กองกลาง : เอกนิษฐ์ ปัญญา (เชียงใหม่ เอฟซี)
กองกลาง : พิชิตพงษ์ เฉยฉิว (เชียงใหม่ เอฟซี)
กองกลาง : สิทธิชัย มัสบูงอ (ตราด เอฟซี)
กองกลาง : เดนนิส มูริลโล่ (ปตท.ระยอง)

กองหน้า : มาร์ค บาโบ้ แลนดรี้ (ขอนแก่น เอฟซี)
กองหน้า : ไอแซ็ค ฮอนนี่ (อ่างทอง เอฟซี)
กองหน้า : บาร์รอส ทาร์เดลลี่ (ตราด เอฟซี)

โค้ช : ดุสิต เฉลิมแสน

ผู้เล่นสำรอง

ภัทร ปิยภัทร์กิติ (ปตท. ระยอง)
วสุศิวกิจ ภูสีฤทธิ์ (ระยอง เอฟซี)
ราม่อน โรดิเกซ (หนองบัวพิชญ เอฟซี)
วัชรกร มะโนวร (ลำปาง เอฟซี)
กาเบรียล เดวิส (อุดรธานี เอฟซี)
คริสเตียโน่ ดาซิลวา (ศรีสะเกษ เอฟซี)
ทศพล ยอดจันทร์ (ขอนแก่น เอฟซี)
ถวิล บุตรสมบัติ (ไทยฮอนด้า เอฟซี)
เอมมิลิโอ เอลลิเวียตโต้ (อาร์มี่ ยูไนเต็ด)

Credit Picture : สโมสรหนองบัวพิชญ เอฟซี PTT Rayong KHON KAEN FC Official Chiangmai Football Club AngthongFC Lampang FootballClub Udonthani Football Club [UDFC] Sisaket FC
Thai Honda FC Army Utd Fanclub Nirapai Boonpheng

------------------------------------------------------------------------
สนับสนุนโดย ล้านกีฬา : ศูนย์กลางแห่งกีฬาครบวงจร
ติดต่อสอบถามได้ที่
Line id : songsinseree
Line id : neon_lamp

โทร 086-455-3975,099-464-6539


https://www.facebook.com/larnkeelaudon

อดิศักดิ์ ซอสูงเนิน : กว่าจะเป็นปราการหลังจอมแกร่งแห่งทัพบั้งไฟพิฆาต

อดิศักดิ์ ซอสูงเนิน : กว่าจะเป็นปราการหลังจอมแกร่งแห่งทัพบั้งไฟพิฆาต

12 กุมภาพันธ์ 2562 | เข้าดู 219 ครั้ง

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมาเขาคือปราการหลังดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองว่าจะเป็นเพชรเม็ดงามของวงการฟุตบอลไทย พร้อมได้รับโอกาสเซ็นต์สัญญาเข้าสู่ทีมลูกหนังชั้นนำอย่างราชบุรี มิตรผล เอฟซีด้วยวัยไม่ถึง 20 ปี แต่โชคชะตากลับพลิกผันเมื่อเจ้าตัวไม่ได้รับโอกาสลงสนามเท่าที่ควร

ยโสธร เอฟซี ทีมเล็กๆ จากแดนบั้งไฟแห่งภาคอีสานคือทีมที่หยิบยื่นโอกาสเพื่อเรียกฟอร์มเก่งในสนามให้กับเจ้าตัวอีกครั้งและฟอร์มการเล่นในแนวรับที่เยี่ยมยอดพร้อมนำทีมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนสามารถกรุยทางสู่รอบแชมป์เปี้ยนส์ ลีคของศึก Thai League 4 แบบหักปากกาเซียนคือสิ่งที่ใช้ตอบแทนสโมสรแห่งนี้ นี่คือเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่โชคชะตาพลิกผันในไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ด้วยความมุมานะและความเชื่อในการต่อสู้กับโชคชะตาจนพาตนเองกลับไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จบนเส้นทางสายลุกหนังอีกครั้ง พร้อมกลายเป็นแข้งคนสำคัญและกำลังได้รับการกล่าวถึงในฐานะปราการหลังจอมแกร่งแห่งทัพบั้งไฟพิฆาตที่ชื่อ อดิศักดิ์ ซอสูงเนิน

เด็กสีคิ้ว
“ผมเป็นลูกชายคนเดียว ที่บ้านไม่ค่อยมีฐานะเท่าไหร่นัก พ่อและแม่เป็นชาวนา เริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ สมัยนั้นก็ยังไม่คิดอะไรมาก เล่นเพราะเห็นเพื่อนๆ ในละแวกนั้นเล่นกันก็เลยเล่นกับเพื่อนด้วย ไม่คิดอะไรมากและก็ไม่เคยคิดว่าจะมาไกลขนาดนี้เหมือนกัน” 
เด็กชายอดิศักดิ์ ซอสูงเนิน คือชื่อของเด็กหนุ่มที่เกิดในอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาเริ่มเล่นฟุตบอลด้วยวัยเพียง 7 ขวบในบทบาทปราการหลังตัวกลางของทีมโรงเรียนในระดับประถมศึกษาก่อนจะทำผลงานได้ดีในการแข่งขันฟุตบอลของกีฬานักเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดจนได้รับคำแนะนำให้เดินทางไปคัดตัวเข้าโรงเรียนสตรีวิทยา 2 ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเขาสู่เส้นทางการเล่นฟุตบอลอาชีพของปราการหลังดาวรุ่งรายนี้

ถอดสตั๊ดตามหาฝัน
“หลังเรียนจบชั้นประถมศึกษา พ่อและแม่พาผมไปคัดตัวเข้าโรงเรียนสตรีวิทยา 2 ซึ่งตอนนั้นเป็นอะคาเดมี่ของทีมเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ตอนนั้นไปเพราะอยากลอง ไม่คิดว่าจะติด พอไปถึงวันคัดผมเปลี่ยนไปเล่นตำแหน่งกองกลางตัวรับเพราะมองว่าเราตัวเล็ก ถ้าไปคัดตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟโอกาสจะติดน้อยเพราะมีคนมาคัดทั้งหมดประมาณพันกว่าคน ที่ต้องวัดกันให้เหลือ 13 คนสุดท้าย ช่วงแรกในการคัดทุกคนต้องถอดสตั๊ดเล่นฟุตบอลโดยใช้เท้าเปล่า จนถึงวันสุดท้ายจึงได้สวมสตั๊ดลงเล่นฟุตบอลเพื่อทดสอบฝีเท้า จนกลายเป็น 13 คนสุดท้ายที่ผ่านเข้าเรียนได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นไม่นานนักก็กลับมาเล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เพราะโค้ชมองว่าเราน่าจะเหมาะมากกว่าตำแหน่งกองกลาง จึงถามว่าเล่นได้มั๊ย ผมก็เลยบอกว่าเคยเล่นมาก่อน จึงกลับไปเล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาลฟอีกครั้ง” 
อดิศักดิ์ ลูกชายโทนคนเดียวของครอบครัวซอสูงเนินเล่าถึงช่วงเวลาในการคัดตัวเข้าโรงเรียนสตรีวิทยา 2 อีกหนึ่งในสถาบันที่มีชื่อเสียงในวงการลูกหนังขาสั้นในตำแหน่งกองกลางตัวรับก่อนจะกลับมาเล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์อาล์ฟอีกครั้งตามคำแนะนำของโค้ช พร้อมกลายร่างเป็นนักเตะดาวรุ่งในอะคาเดมี่ของเอสซีจี เมืองไทย ยูไนเต็ด ทีมลูกหนังชื่อดังของเมืองไทย

จอมเกเรจากบ้านนอก
จากเด็กบ้านนอกที่เข้ามาเรียนต่อในโรงเรียนสตรีวิทยา 2 ถือว่าเป็นเรื่องราวแปลกใหม่ในชีวิตของเขา พร้อมด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นจอมเกเรและไม่ค่อยสนใจในการเรียนหนังสือเท่าใดนัก มีเพียงความมุมานะในการเล่นฟุตบอลเท่านั้นที่ทำให้เจ้าตัวเลือกที่จะทำตลอดการใช้ชีวิตในที่เมืองหลวง
“หลังจากเปิดเทอมได้ประมาณ 1 สัปดาห์ก็มีคิวเดินทางไปแข่งขันฟุตบอลที่ประเทศเวียดนาม ผมตื่นเต้นมาก ทำอะไรไม่ถูก ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน ไม่เคยไปต่างประเทศ ทำตัวไม่ถูก ได้แต่เดินตามเพื่อนร่วมทีม สังเกตว่าเพื่อนทำอะไรก็ทำตาม ส่วนเรื่องเรียนก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะตอนนั้นคิดว่ามาที่นี่เพื่อเล่นฟุตบอล ไม่ได้มาเรียนหนังสือ ทำให้ไม่สนใจเรื่องการเรียนเท่าใดนัก ช่วงที่อยู่กรุงเทพก็ยอมรับว่าเหงาและคิดถึงบ้าน เวลาแข่งฟุตบอลเพื่อนร่วมทีมจะมีครอบครัวไปนั่งดูบนอัฒจันทร์จบเกมก็จะไปกินข้าวกับพ่อแม่ ส่วนเราเองไม่มีใครมานั่งดู จบเกมก็ไปนั่งกินข้าวในหอพักคนเดียว แต่พอมองย้อนกลับไปที่ผ่านมา กลับรู้สึกดีเพราะทุกสิ่งที่บอกมานั้น ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะจิตใจ”

จตุรมิตรสู่ทีมชาติ
“ถ้าเล่นฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคีได้ออกโทรทัศน์ด้วยนะ”
นี่คือคำบอกกล่าวจากรุ่นพี่ที่บอกกล่าวต่อเขาหลังได้รับการทาบทามจากโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ให้ย้ายไปร่วมทีมและกลายเป็นเหตุผลหลักในการย้ายออกจากรั้วสตรีวิทยา 2 สู่รังอินทรีแดง มหาอำนาจวงการลูกหนังขาสั้นอีกแห่งของเมืองไทย
“จริงๆ ผมไม่เคยรู้จักฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี แต่มีรุ่นพี่ในทีมบอกว่านี่คือรายการฟุตบอลนักเรียนที่ดังที่สุดของเมืองไทย มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ด้วย นักเตะดาวรุ่งทุกคนถ้าผ่านรายการนี้มาได้ถือว่าสุดยอดมาก นี่คือเหตุผลที่ผมตัดสินใจย้ายจากโรงเรียนสตรีวิทยา 2 ไปเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ตอนเรียนชั้น ม.4 พอได้ไปเรียนที่นั่นก็ตั้งใจฝึกซ้อมมากกว่าเดิม เพราะด้วยความที่เราอยากลงเล่นฟุตบอลจตุรมิตรฯ และการแข่งขันภายในทีมที่สูงขึ้นทำให้ต้องขยัน ตั้งใจมากกว่าเดิม สุดท้ายก็ได้ลงเล่นพร้อมรับตำแหน่งกัปตันทีม ถามว่าพอใจผลงานตัวเองมากแค่ไหน ยอมรับว่าพอใจมาก เพราะนอกจากจะเป็นตัวหลักพร้อมนำทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคีแล้วยังติดทีมชาติไทยนักเรียนไทย รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ชุดชิงแชมป์เอเชียอีกด้วย”

6 นาทีที่ราชันย์มังกร
การนำทัพอินทรีแดงคว้าแชมป์ฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคีด้วยฟอร์มการเล่นอันเอกอุของปราการหลังกัปตันทีมหนุ่มรายนี้ นำไปสู่การคว้าโอกาสครั้งสำคัญที่เป็นก้าวแรกในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ นั่นคือ การได้รับโอกาสเซ็นต์สัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพครั้งแรกกับทีมราชบุรี มิตรผล เอฟซี 
“หลังจบฟุตบอลจตุรมิตรฯ ผมก็ได้รับการติดต่อจากราชบุรี มิตรผล เอฟซีให้เซ็นต์สัญญาร่วมทีม ตอนนั้นใช้เวลาตัดสินใจน้อยมากอาจด้วยความที่ยังเด็ก อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ อยากลงเล่นในลีกสูงสุด จึงตัดสินใจเซ็นต์สัญญา พอเอาเข้าจริงๆ กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะเราเองยังห่างเกินไปกับนักเตะอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นฝีเท้า ระเบียบวินัยในตัวเอง จนไม่ค่อยได้รับโอกาสในการเล่นมากเท่าที่ควร มีโอกาสลงเล่นฟุตบอลถ้วยบ้าง ส่วนฟุตบอลลีกก็ได้ลงเล่นแค่ 6 นาที ตอนนั้นก็รู้สึกแย่ รู้สึกผิดหวังแต่มองอีกด้านถือว่าเราได้รับโอกาสในกรเรียนรู้จากบรรดาพี่ๆในทีมและทำให้รู้ว่าเรายังไม่ดีพอที่จะเป็นนักเตะอาชีพ ต้องพัฒนาอีกเยอะกว่าจะกลายเป็นนักเตะที่ดี”

นับหนึ่งที่แดนบั้งไฟ
การไม่ได้รับโอกาสและลงเล่นมากเท่าที่ควรในทัพราชัย์มังกร ทำให้เขาเริ่มมองหาโอกาสในการลงสนามเพื่อพัฒนาฝีเท้ามากขึ้นและยโสธร เอฟซี คือ สโมสรที่หยิบยื่นโอกาสให้กับเจ้าตัวจนสามารถรีดฟอร์มการเล่นกลับได้อย่างแข็งแกร่งเช่นเดิม
“ตอนนั้นมีสโมสรที่ติดต่อมาเพื่อยืมตัวผมไปเล่นเยอะพอสมควร แต่ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงเลือกยโสธร เอฟซี เพราะที่ติดต่อมาก็มีทีมอยู่ในลีกระดับสูงอยู่เหมือนกัน พอได้มาเล่นที่นี่ฤดูกาลแรกก็พอใจผลงานตัวเองพอสมควร ได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง ทำผลงานให้ทีมค่อนข้างดี มีความมั่นใจ สภาพร่างกายดีขึ้น รวมไปถึงผู้บริหารและแฟนบอลที่นี่ดีมาก เป็นกันเอง ทุกนัดที่ลงสนามรู้สึกว่าเล่นฟุตบอลให้กับครอบครัวมากกว่าเล่นเพื่อสโมสร”

ขอเวลา
หลังทำผลงานให้กับทัพบั้งไฟพิฆาตได้ดีในฤดูกาลแรกจนไปเข้าตาทีมยักษ์ใหญ่ในลีกพระรองที่หยิบยื่นโอกาสในการทดสอบฝีเท้าและหยิบยื่นสัญญาพร้อมค่าตอบแทนอย่างงามให้กับปราการหลังหนุ่มรายนี้ แต่สิ่งที่เจ้าตัวเลือกที่จะทำนั่นคือการตัดสินใจปฏิเสธข้อเสนอนั้นพร้อมกลับถิ่นเก่าด้วยเหตุผลว่าตัวเองยังไม่ดีพอ
“หลังจบฤดูกาลแรกกับยโสธร เอฟซี ผมก็ได้รับการติดต่อจากทีมใน Thai League 2 คว้าตัวไปร่วมทีม ให้ไปทดสอบฝีเท้าประมาณ 1 สัปดาห์ ก็เลยตัดสินใจไปร่วมซ้อมและทำผลงานได้ดี จนสโมสรเสนอสัญญาพร้อมค่าตอบแทนที่ถือว่าดีพอสมควร แต่ตอนนั้นผมว่าตัวเองยังไม่ดีพอ ยังไม่พร้อมที่จะเล่นให้กับทีม เพราะถ้าจะเล่นให้กับทีม ผมต้องไม่เป็นจุดอ่อน สามารถทำผลงานที่แข็งแกรงให้กับทีม ทำผลงานให้ทีมได้ดี จึงตัดสินใจปฏิเสธสัญญา กลับมาเล่นให้ยโสธร เอฟซีเพื่อหวังว่าจะกลับมาพัฒนาฝีเท้าและสภาพร่างกายให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อจะไปพิสูจน์ฝีเท้าตัวเองในลีกระดับสูงอีกครั้งในวันหน้า”

จุดเปลี่ยนของชีวิต
จากเด็กจอมเกเรที่เล่นฟุตบอลด้วยความรักและความชอบ สู่นักเตะอาชีพที่เล่นฟุตบอลเพื่อความฝันอันยิ่งใหญ่ในเส้นทางฟุตบอลอาชีพของเจ้าตัวที่ต้องมาเจอจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต นั่นคือ การรับใช้ชาติในฐานะชายชาติทหารที่ส่งผลดีต่อการค้าแข้งมาทุกวันนี้
“ก่อนเริ่มฤดูกาล 2018 ผมตัดสินใจสมัครเป็นทหารเกณฑ์ไปรับใช้ชาติ ซึ่งถือว่าดีกับตัวเองมากทีเดียว จากเป็นคนที่ไม่มีวินัยในตัวเอง พอผ่านการฝึกก็ช่วยเสริมวินัยให้มากขึ้น ร่างกายแข็งแกร่งมากขึ้น นิสัยส่วนตัวเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน จากที่เคยนอนดึกก็เข้านอนเร็วขึ้น จากเป็นคนตื่นสายก็ตื่นเช้ามากขึ้น จากเป็นคนไม่ทานข้าวเช้าก็ทานข้าวเช้าทุกวัน สิ่งที่ผมได้มาดีกับตัวเองเป็นอย่างมาก การเป็นทหารเกณฑ์ให้อะไรกับตัวเองมากจริงๆ และทุกสิ่งที่ได้มาก็ส่งผลดีต่อการเล่นในสนามที่กลับคืนสู่สนามอีกครั้งหลังปลดประจำการ”

แทบช็อค
การลงเล่นในฤดูกาล 2018 ของทีมยโสธร เอฟซีที่เลือกใช้นักเตะท้องถิ่นและอายุน้อยเป็นหลัก โดยมีนักเตะส่วนน้อยที่เป็นผู้เล่นต่างชาติและผู้เล่นต่างถิ่น พร้อมวางเป้าหมายทำผลงานในตารางให้ดีที่สุดคือสิ่งที่ถูกวางไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาล แต่การผ่านเข้าสู่รอบเพลย์ออฟพร้อมคว่ำทีมแกร่งจากโซนอื่นถึง 2 ทีม กรุยทางเข้าสู่รอบแชมป์เปี้ยนส์ ลีกอย่างพลิกความคาดหมายที่นอกจากจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับทีมเล็กๆ จากแดนบั้งไฟแล้วนั้น ยังสร้างความรู้สึกที่เกินคำบรรยายให้กับบรรดานักเตะทุกคนในสโมสรแห่งนี้รวมไปถึงอดิศัดิ์ ซอสูงเนินอีกด้วย
“ก่อนเริ่มฤดูกาลทุกคนในทีมตั้งเป้าหมายว่าจะทำผลงานในตารางให้ดีที่สุด เพราะฤดูกาลนี้เราใช้ผู้เล่นเยาวชนจากในจังหวัดยโสธรเป็นหลัก ก็มีผมและพี่ๆในทีมอีก 2-3 คนที่เป็นคนต่างถิ่น ส่วนผู้เล่นต่างชาติก็มีไม่กี่คน แต่ด้วยนักเตะในทีมที่มีอายุไม่แตกต่างกันมากนัก ทุกคนสนิทกัน เป็นกันเอง ใช้ชีวิตทั้งในและนอกสนามด้วยกันตลอด ทำให้สปิริตในทีมดีมาก จนกลายเป็นจุดแข็งของทีมเราในฤดูกาลนี้ ทำให้ผลงานในสนามดีขึ้นตามลำดับ จนมาถึงนัดที่เราเอาชนะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด B ได้สำเร็จ ก็เริ่มมีการพูดถึงโอกาสในการเล่นในรอบแชมป์เปี้ยนส์ ลีกของทีม แต่ทุกคนก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก เพราะเรามองกันแม็ตช์ต่อแม็ตช์ จนสุดท้ายเราทำได้สำเร็จ สำหรับตัวผมเองก็ช็อคเหมือนกันนะ ไม่คิดเหมือนกันว่าเราจะมาไกลขนาดนี้ เราเป็นเพียงทีมเล็กๆ นักเตะในทีมไม่ได้ดีกว่าทีมอื่น งบประมาก็น้อยนิดเมือ่เทียบกับทีมอื่น แต่ในเมื่อมาถึงจุดนี้ได้ ต้องยกเครดิตให้กับทุกคนในสโมสรไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร สต๊าฟโค้ชหรือบรรดานักเตะ”

จากนี้คือกำไร
“เรามาไกลเท่านี้ก็ดีเกินไปสำหรับผม นี่อาจจะเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าสำหรับเราทุกคนที่ทำงานหนัก ทุกคนในทีมเต็มที่และตั้งใจตลอดเวลาที่ผ่านมาจริงๆ แต่ต้องยอมรับว่าแต่ละทีมในรอบนี้มีแต่ทีมระดับพระกาฬสำหรับ Thai League 4 ถ้าเทียบฝีเท้า ประสบการณ์ของนักเตะเราเทียบกับทุกทีมไม่ได้ มีแต่เพียงหัวจิตหัวใจ สปิริตของนักเตะทุกคนในทีมที่น่าจะดีกว่าทุกทีมในรอบนี้ สำหรับเราทุกคนในทีมนอกจากนี้คือนัดชิงชนะเลิศครับ ทุกคนในทีมจะลงเล่นทุกนัดในรอบแชมป์เปี้ยนส์ ลีก เสมือนเป็นนัดชิงชนะเลิศสำหรับทุกคน เพราะทุกนัดจากนี้คือกำไรของสโมสร กำไรของทุกคนที่มีโอกาสมาเรียนรู้ประสบการณ์อันล้ำค่าจากฟุตบอลอาชีพ” 
ปราการหลังจอมแกร่งพูดถึงการลงเล่นในรอบแชมป์เปี้ยนส์ ลีกของทัพบั้งไฟพิฆาตที่ถูกยกให้เป็นเพียงแค่ทีมไม้ประดับพร้อมมีโอกาสริบหรี่ในการเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในศึก Thai League 3 ฤดูกาลต่อไป

ฝันให้ไกล ไปให้ถึง
ฝีเท้าที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องพร้อมประสบการณ์อันล้ำค่าจากในสนามและการเป็นชายชาติทหารรับใช้ชาติทำให้ตอนนี้เขารู้สึกว่าพร้อมแล้วที่จะเดินทางตามหาความฝันที่เคยวาดไว้ตั้งแต่ครั้งยังเด็ก 
“ผมพร้อมแล้วที่จะเดินไปสู่ความสำเร็จในการค้าแข้ง ผมพร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเองบนฟุตบอลในลีกที่สูงขึ้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้และรับประสบการณ์อันล้ำค่าทั้งในและนอกสนาม ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาให้อะไรมากมายจริงๆ ทุกอย่างทำให้ผมเปลี่ยนไปเยอะ ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งด้านร่างกาย จิตใจ การควบคุมอารมณ์ ชีวิตในและนอกสนามที่ทำให้กลายเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้น แต่ตอนนี้ยังเหลือภารกิจที่ต้องทำคือการทำหน้าที่รับใช้ทีมยโสธร เอฟซีอีก 4 นัดให้ดีที่สุด”

Credit Picture : ยโสธร เอฟซี

Thai-football

------------------------------------------------------------------------

สนับสนุนโดย ล้านกีฬา : ศูนย์กลางแห่งกีฬาครบวงจร


ติดต่อสอบถามได้ที่
Line id : songsinseree
Line id : neon_lamp
โทร 086-455-3975,099-464-6539
https://www.facebook.com/larnkeelaudon/

ช้างขาวเจ้าเกาะกับโชคชะตาที่กุมอยู่ในมือ

ช้างขาวเจ้าเกาะกับโชคชะตาที่กุมอยู่ในมือ

11 กุมภาพันธ์ 2562 | เข้าดู 111 ครั้ง

ตราด เอฟซี ทีมที่ครองพื้นที่ในลีคพระรองมาหลายปี แต่ในฤดูกาล 2018 สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมภายใต้การคุมทีมของโค้ชโอ่ง ดุสิต เฉลิมแสน ด้วยนับตั้งแต่เปิดฤดูกาลที่สามารถบุกไปคว่ำไทยฮอนด้า เอฟซี ด้วยสกอร์ 2 ประตูต่อ 1 ทัพช้างขาวเจ้าเกาะก็อยู่ในกลุ่มนำของตารางมาตลอด ที่โดดเด่นเกินกว่าใครคงจะเป็นบาร์รอส ทาร์เดลลี่ ที่กระหน่ำประตูเป็นว่าเล่นพาทีมบินสูงในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะผลงานในบ้านของทีม แบ่งเป็นชนะ 9 เสมอ 3 จาก 12 นัดที่เล่นในบ้าน แดนกลางของทีมต้องบอกว่านับวันยิ่งดีนับวันยิ่งเด็ดสำหรับสิทธิชัย มัสบูงอที่เสกเกมแดนกลางให้กับทีมได้อย่างโดดเด่นพร้อมกระหน่ำประตูสำคัญให้กับทมได้อย่างเสมอ ส่วนแนวรับต้องยอมรับว่าการก้าวเข้ามาของคาตาโนะ อิโรมิชิ ที่หลายคนมองว่าแก่เกินแกงสำหรับฟุตบอลไทย เข้ามาขันแนวรับจนเสียไปเพียง 29 ประตูพร้อมยังพังประตูไปได้ถึง 4 ประตูถือว่านอกจากจะเป็นการเติมเต็มแนวรับของทีมแล้วยังแบ่งเบาภาระในการทำประตูของทีมได้อย่างเยี่ยมยอด

ผลงานหลังจบเลคแรกด้วยผลงานอันดับ 2 ของตารางตามหลังเจ้าของตำแหน่งจ่าฝูงอย่างหนองบัวพิชญ เอฟซี เพียง 3 คะแนน ทำให้สายตาบรรดาเกจิและแฟนบอลต่างเริ่มจับจ้องมาที่ทีมดังสุดแดนบูรพาทีมนี้มากขึ้น การเสริมทัพผู้เล่นที่แกะกล่องใช้ได้ทันทีและมีประสบการณ์ในการเล่นฟุตบอลมาอย่างมากมายเป็นสิ่งที่กุนซือใหญ่เลือกเติมเต็มให้กับทีมโดยผู้เล่นอย่างอนุชา กิจพงษ์ศรีกับมิลาน บูบาโล ที่หวังเขามาเสริมความแข็งแกร่งในเกมริมเส้นและการพังประตูที่พึ่งสองดาวยิงอย่างบาร์รอส ทาร์เดลลี่กับยูกิ บัมบะ เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาทั้งสองผู้เล่นใหม่แม้ว่าจะไม่โดดเด่นแต่ก็ถือว่าทำได้ดีพอสมควร

ภายใต้การแย่งชิงตั๋วเลื่อนชั้นสู่ลีคสูงสุดที่มีโควต้าเพียง 3 ใบและมีทีมที่มีโอกาสแย่งชิงตั๋วดังกล่าวถึง 5 ทีม ได้แก่ หนองบัวพิชญ เอฟซี, ตราด เอฟซี, ขอนแก่น เอฟซี, พีทีที ระยองและเชียงใหม่ เอฟซี ที่ต่างเสริมทัพอย่างมากมายเพื่อหวังช่วงชิงตั๋วเลื่อนชั้นที่มีทั้ง 3 ใบทำให้การแข่งขันยิ่งทวีสูงขึ้น จวบจนสถานการณ์ผ่านไปสัปดาห์ที่ 27 ของฤดูกาลทัพตราด เอฟซีมี 45 คะแนน เท่ากับเชียงใหม่ เอฟซี รั้งอันดับ 3 ของตารางที่ค่อนข้างหมิ่นเหม่การเลื่อนชั้นสู่ลีคสูงสุด

แต่ต้องบอกว่านับจากนี้ทุกอย่างกุมอยู่ในมือของทีมดังสุดแดนบูรพาทีมนี้เพียงอย่างเดียว ด้วยโปรแกรมการแข่งขันที่เหลือในมืออีก 3 นัด ได้แก่ การเปิดบ้านพบกับไทยยูเนียน สมุทรสาคร เอฟซี ก่อนจะออกไปทำบูรพาดาร์บี้ แม็ตช์กับระยอง เอฟซี ปิดท้ายด้วยการเปิดบ้านพบกับไทยฮอนด้า เอฟซีที่นับว่าแต่ละนัดไม่หนักหนาเท่าที่ควร แต่สิ่งที่เป็นกังวลของทีมน่าจะเป็นการทำประตูของทีมประสิทธิภาพลดลงไปอย่างมากมาย โดย 5 นัดหลังสุดทีมทำประตุได้เพียง 7 ลูกที่สำคัญ คือ บาร์รอส ทาร์เดลลี่ ดาวยิงตัวความหวังของทีมที่ไม่สามารถระเบิดสกอร์ได้มาแล้วติดต่อกัน 5 นัด โดยนัดสุดท้ายที่เจ้าตัวพังประตูคู่แข่งขันได้คือนัดชนะศรีสะเกษ เอฟซี 3 ประตูต่อ 1

การเก็บแต้มจากทั้ง 3 นัดที่เหลือในมือที่ดูจากโปรแกรมแล้วถือว่าไม่มีงานหนักเท่าไหร่นัก โดยหากทัพช้างขาวเจ้าเกาะสามารถเก็บได้ 7 จาก 9 แต้มเต็มที่เหลือในมือนับจากนี้น่าจะเพียงพอต่อการเลื่อนชั้นสู่ลีคสูงสุดหลังทีมคู่แข่งขันในการแย่งตั๋วเลื่อนชั้นอย่างขอนแก่น เอฟซีและเชียงใหม่ เอฟซีมีคิวต้องพบกันเองในนัดสุดท้าย รวมทั้งการภาวนาให้เครื่องจักรสังหารอย่างบาร์รอส ทาร์เดลลี่กลับมาคืนฟอร์มลั่นสกอร์ให้ได้ระเบิดเถิดเทิงเหมือนเดิมในอีก 3 นัดที่เหลือซึ่งถ้าหากทำได้การเลื่อนชั้นสู่ลีคสูงสุดครั้งแรกของตราด เอฟซีก็คงไม่ใช่เรื่องเกินฝันอีกต่อไปสำหรับสโมสรเล็กๆ แห่งสุดแดนบูรพาทีมนี้

อุดมพร สอนเขียน

Credit Picture : TRAT FC

Thai-football

------------------------------------------------------------------------


สนับสนุนโดย ล้านกีฬา : ศูนย์กลางแห่งกีฬาครบวงจร
ติดต่อสอบถามได้ที่
Line id : songsinseree
Line id : neon_lamp
โทร 086-455-3975,099-464-6539
https://www.facebook.com/larnkeelaudon/

นิฮาฟิล หะยีฮาซัน : จากวันเดอร์คิดเมืองนราที่เกือบหันหลังให้ฟุตบอลสู่จอมทัพกอและพิฆาต

นิฮาฟิล หะยีฮาซัน : จากวันเดอร์คิดเมืองนราที่เกือบหันหลังให้ฟุตบอลสู่จอมทัพกอและพิฆาต

12 กุมภาพันธ์ 2562 | เข้าดู 166 ครั้ง

ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเขาคือนักเตะดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองพร้อมถูกมอบฉายา “วันเดอร์คิดเมืองนรา” พร้อมก้าวสู่มหาอำนาจลูกหนังขาสั้นเมืองไทยอย่างอัสสัมชัญ ธนบุรี นำความสำเร็จมาสู่ทีมอย่างมากมาย จนถูกดันขึ้นชุดเยาวชนของเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมมหาอำนาจลูกหนังเมืองไทย แต่หลังจากนั้นไม่นานนักโชคชะตาพลิกผันทำให้เจ้าตัวกลับสู่บ้านเกิดที่จังหวัดนราธิวาสพร้อมเรื่องราวที่เป็นเหมือนบทพิสูจน์มากมายในการก้าวสู่นักเตะชั้นยอด
นี่คือเรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้ไม่เคยย่อท้อต่อโชคชะตาอันโหดร้าย ที่หวังจะใช้สองเท้าพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จบนถนนลูกหนังและปัจจุบันเขาคือกองกลางคนสำคัญที่กำลังอยู่บนเส้นทางอันจะพาทีมบ้านเกิดอย่างนรา ยูไนเต็ดก้าวสู่ลีคพระรองของเมืองไทยอย่าง Thai League 2 Thai-football ขอพาคุณไปติดตามเรื่องราวชีวิตของ “ฟิล” นิฮาฟิล หะยีฮาซัน

ครอบครัวนักเตะ
“ผมเกิดในครอบครัวนักฟุตบอล พ่อเป็นอดีตนักฟุตบอล แม่เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนพ่อเป็นนักฟุตบอลที่เก่งมาก เล่นตำแหน่งกองกลางเคยติดทั้งทีมจังหวัดนราธิวาสและทีมเขต 9 ลงแข่งขันกีฬาแห่งชาติ จนเคยได้รับการติดต่อจากสโมสรโอสถสภาให้ไปร่วมทีม แต่พ่อก็ปฎิเสธเลือกที่จะใช้ชีวิตและมีครอบครัวที่บ้านเกิด ส่วนผมเป็นลูกคนรองจากพี่น้องทั้งหมด 5 คน ทุกคนเป็นผู้ชายและเล่นฟุตบอลกันทุกคน พี่ชายคนโตเล่นกองหน้าเมื่อก่อนก็เล่นตามทัวร์นาเม้นท์ต่างๆ แต่ตอนนี้เลิกเล่นไปแล้ว น้องชายคนที่ 3 เล่นตำแหน่งกองหลัง ปัจจุบันเรียนที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา น้องชายคนที่ 4 เล่นตำแหน่งกองกลาง ตอนนี้เรียนที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ส่วนน้องชายคนสุดท้องเล่นตำแหน่งกองหน้า ตอนนี้ก็เรียนที่โรงเรียนกีฬาจังหวัดยะลา” ” นิฮาฟิล หะยีฮาซัน แนะนำตัวเอง

มรดกจากพ่อ
“สมัยเป็นเด็ก หลังจากที่พ่อละหมาดเสร็จ ประมาณ ตี 5 พ่อจะมาปลุกผมไปวิ่งทุกเช้าประมาณวันละ 5-6 กิโลเมตร จากนั้นก็จะมาฝึกซ้อมฟุตบอลต่อ โดยซ้อมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเบสิคพื้นฐาน การรับ-ส่ง โยนบอล การยิงประตู พ่อจะสอนทุกอย่างที่ต้องใช้ในการเล่นฟุตบอล ถามว่าตอนนั้นคิดอย่างไร ผมยอมรับนะว่าเหนื่อยและขี้เกียจมาก อาจเพราะเรายังเด็กเลยไม่เข้าใจในสิ่งที่พ่อทำ แต่ทุกวันนี้ที่ผมมีได้ก็เพราะที่พ่อ่ให้มา ไม่ว่าจะเป็นการเล่นฟุตบอลและความรับผิดชอบของตนเอง”
นิฮาฟิล ย้อนถึงวัยเด็กที่ได้รับการสอนฟุตบอลและปลูกฝังวินัยส่วนตัวมาจากพ่อที่เป็นครูคนแรกในการเล่นฟุตบอลของเจ้าตัว

สู่เมืองกรุง
การที่เขาได้มีโอกาสในการลงเล่นฟุตบอลอย่างต่อเนื่องและได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนที่ขึ้นชื่อเรื่องฟุตบอลของจังหวัดอย่างโรงเรียนนราธิวาส ก่อนที่เจ้าตัวจะได้รับโอกาสสำคัญในชีวิตชีวิตที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนนำพาเขาไปสู่เส้นทางลูกหนังครั้งสำคัญของเขา
“ผมเข้าเรียนชั้น ม.1 ที่โรงเรียนนราสิกขาลัย ก่อนจะย้ายไปเรียนที่โรงเรียนกีฬาจังหวัดยะลาในชั้น ม.2 ทำให้มีโอกาสไปแข่งขันฟุตบอลกีฬาโรงเรียนกีฬาแห่งประเทศไทยและมีแมวมองมาติดต่อให้ไปคัดเยาวชนทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 15 ปี พ่อก็ให้ไปคัด ผมจึงนั่งรถทัวร์เดินทางจากนราธิวาสกับโค้ชจากยะลาเพื่อไปคัดตัวที่จังหวัดนครสวรรค์ ผลปรากฏว่าติดเยาวชนทีมชาติไทย จากนั้นก็มีโอกาสเล่นฟุตบอลไพรมิสเตอร์ คัพ ให้กับทีมโรงเรียนกีฬาจังหวัดยะลาพบกับทีมอัสสัมชัญ ธนบุรี และทำผลงานได้ค่อนข้างดี “มาสเซอร์ธร” ธร สอระภูมิ จึงชักชวนให้ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี จนจบชั้น ม.6”

ใจกลางเมือง
หลังย้ายมาเรียนต่อในรั้วเจ้าสัวน้อย สถาบันลูกหนังอันเลื่องชื่อที่กวาดแชมป์เวทีขาสั้นมาแล้วทุกรายการในเมืองไทยของเด็กหนุ่มจากดินแดนใต้สุดแดนสยามไม่ได้สวยงามอย่างที่ใครหลายคนคิด บ่อยครั้งที่ความคิดถึงบ้านคือสิ่งที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาตัดสินใจเลือกที่จะหันหลังให้โอกาสครั้งสำคัญครั้งนี้
“ผมคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน ไม่อยากเล่นฟุตบอล ไม่อยากเรียน ไม่อยากอยู่ในเมืองหลวงอีกต่อไป แต่ก็มีมาสเซอร์ธร ที่คอยให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา ให้โอกาสตลอด รวมทั้งเพื่อนร่วมทีมที่ให้ความช่วยเหลือทั้งในและนอกสนาม ครอบครัวก็บอกให้อดทน คิดถึงอนาคต จนกระทั่งเรียนจบจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี และมีโอกาสเซ็นต์สัญญาลงเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกกับทีมอัสสัมชัญ ยูไนเต็ด”

กลับบ้าน
“ตอนนั้นผมได้รับการติดต่อจากทีมใหญ่ในลีคสูงสุดให้ย้ายไปร่วมทีม แต่ตอนนั้น ผมไม่เอาอะไรแล้ว อยากกลับบ้าน คิดถึงแม่ เป็นห่วงแม่ อยากกลับไปดูแลแม่ อยากไปช่วยทำงานที่บ้าน ช่วยดูแลน้อง จึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านที่นราธิวาส ตอนนั้นคิดอย่างเดียวคือกลับบ้าน ส่วนเรื่องฟุตบอลค่อยว่ากันทีหลัง” 
กองกลางดาวรุ่งพูดถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตที่ตัดสินใจเลือกเดินทางกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวที่บ้านเกิดพร้อมปฎิเสธรายได้และโอกาสในการลงเล่นให้ทีมใหญ่ในลีคสูงสุด

ไม่เป็นดั่งฝัน
“พอกลับมาอยู่บ้าน ผมก็มีโอกาสเซ็นต์สัญญากับทีมนรา ยูไนเต็ด แต่ลงเล่นได้เพียงเลคแรก เพราะทำผลงานให้กับทีมได้ไม่ดี ขี้เกียจซ้อมและไม่ได้รับโอกาสลงสนาม จึงย้ายไปเล่นให้กับทีมยะลา ยูไนเต็ดในเลคที่ 2” 
เจ้าฟิล เล่าถึงเหตุการณ์หลังเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ให้กับทีมบ้านเกิดไม่นานนักก็มีอันต้องจรลีไปจากทีมเนื่องจากไม่สามารถรีดฟอร์มเก่งให้กับต้นสังกัดได้ตามที่ผู้บริหารและแฟนบอลคาดหวังเท่าใดนัก

คำห้ามจากแม่
“ผมจะเลิกเล่นฟุตบอล นี่คือสิ่งที่บอกกับแม่ แต่แม่ห้ามไว้ แม่บอกว่าให้สู้ต่อไป พิสูจน์ตัวเองให้ได้ ทำให้ทุกคนเห็นว่าเรามีความสามารถ ตอนนั้นเครียดมาก เพราะคาดหวังไว้ว่าจะทำผลงานให้กับทีมบ้านเกิดตัวเองให้ดีที่สุด แต่ก็ทำไม่ได้และถูกยกเลิกสัญญา แฟนบอลและผู้บริหารก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเราทำผลงานได้ไม่ดี ซึ่งก็จริงอย่างที่ทุกคนพูด ตัวเองก็ขี้เกียจซ้อม จากนั้นก็มานั่งคิด ทบทวนทุกอย่างและขอดุฮาต่ออัลลอฮฺ คิดถึงคำที่พ่อเคยสอนไว้ทุกอย่าง จึงลุกขึ้นมาซ้อมอย่างหนัก ซ้อมคนเดียว ซ้อมจนเหมือนคนบ้า เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็น”
นิฮาฟิล ตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองใหม่และตั้งใจ จริงจังกับการเล่นฟุตบอลมากขึ้นพร้อมตั้งเป้าว่าจะพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็นในความตั้งใจ ความสามารถที่แท้จริงของตนเองหลังถูกยกเลิกสัญญากับทีมบ้านเกิดอย่างนรา ยูไนเต็ดพร้อมย้ายไปร่วมทีมยะลา ยูไนเต็ด ทีมบ้านใกล้เรือนเคียงในเลคที่ 2

บทพิสูจน์ครั้งสำคัญ
“ผมขับรถมอเตอร์ไซค์ไป-กลับวันละ 200 กิโลเมตรเพื่อไปฝึกซ้อมและลงแข่งขัน วันไหนมีซ้อมเช้าก็ต้องรีบตื่นแล้วขับมอเตอร์ไซค์จากนราธิวาสไปที่ยะลาเพื่อซ้อมเช้ากับทีม หลังจากซ้อมเสร็จถ้ามีซ้อมบ่ายก็จะอยู่รอซ้อมจนเสร็จแล้วก็ขับมอเตอร์ไซค์กลับ มาถึงบ้านก็ประมาณ 1-2 ทุ่ม เป็นอย่างนี้ทุกวัน ถามว่าตอนนั้นเหนื่อยมั๊ย ตอบได้เลยเหนื่อยมาก แต่ที่เป็นแบบนี้เพราะที่ผ่านมาเราทำลายมันเอง ทำลายความเชื่อมั่น ทำลายโอกาสในการเล่นฟุตบอลไปด้วยตัวเอง เราจึงต้องมาลำบากแบบนี้ ส่วนผลงานในสนามก็เริ่มดีขึ้น ได้ลงเล่นตลอดและทำประตูแรกในการค้าแข้งฟุตบอลอาชีพได้สำเร็จ จนปิดฤดูกาล หมดสัญญากับทีมยะลา ยูไนเต็ดและตั้งเป้าหมายว่าจะต้องกลับมาพิสูจน์ตัวเองกับทีมนรา ยูไนเต้ดให้ได้” 
เจ้าตัวเล่าถึงวิถีชีวิตในการค้าแข้งที่ยากลำบาก แต่ด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่นทำให้เขาสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม กลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของยะลา ยูไนเต็ดพร้อมเป้าหมายในการกลับมาเป็นหนึ่งในขุนพลของทัพกอและพิฆาตให้จงได้

บทพิสูจน์
“นรา ยูไนเต็ด เป็นทีมบ้านเกิดและเป็นทีมที่ผมอยากเล่นมาตั้งแต่เด็ก จนวันนึงผมมีโอกาสได้ลงเล่นแต่ทำผลงานได้ไม่ดีต้องออกจากทีมไป พอถึงฤดูกาล 2018 ผมพยายามตั้งใจที่จะพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็นอีกครั้ง ด้วยการเดินเข้ามาคัดตัวกับทีมอีกครั้ง มาคัดเพื่อพิสูจน์ตัวเอง มาคัดเพื่อโอกาสในการลงเล่นให้กับทีมบ้านเกิด สุดท้ายผมก็ทำได้สำเร็จ ได้เซ็นต์สัญญากับสโมสรพร้อมได้รับโอกาสลงเล่นอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ผมมีความสุขมากที่ทำในสิ่งที่ตนเองและคนรอบข้างคาดหวังได้สำเร็จ” 
หลังเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของทีมเป็นคำรบที่สอง กองกลางดาวรุ่งรายนี้ก็สามารถทำผลงานให้กับทีมได้ดีอย่างต่อเนื่องสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงของทีมได้สำเร็จ นำทีมคว้าตำแหน่งรองแชมป์ศึก Thai League 3 โซนล่างพร้อมคว้าตั๋วเล่นเพลย์ออฟหาทีมเลื่อนชั้นไปเล่นศึก Thai League 2 ฤดูกาลหน้า

วันสำคัญ
“ก่อนเริ่มเกมประธานสโมสร โค้ชและพี่ๆในทีมบอกว่า ไม่ต้องไปสนใจทีมอื่น ทำผลงานตนเอง ทำผลงานทีมเราให้ดี ต้องชนะให้ได้ก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนั้นยอมรับว่าค่อนข้างเครียดพอสมควร เพราะเราต้องชนะให้ได้เพียงสถานเดียวและทีมดับบลิวยู นครศรีฯ เป็นทีมที่เล่นในบ้านได้ดีมาก แต่พอจบเกมเราก็ชนะ 3 ประตูต่อ 1 ส่วนทีมตรัง เอฟซีก็ไม่ชนะทหารบก เอฟซี ทำให้เราคว้าอันดับ 2 ไปเพลย์ออฟได้สำเร็จ ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนฝันมาก มันยิ่งใหญ่จริงๆ ทุกคนในทีมเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข สำหรับผมมันเกินคำบรรยาย จากที่เคยเล่นแต่ฟุตบอลนักเรียนแล้วคว้าแชมป์ได้ ที่เทียบไม่ได้เลยกับการเล่นฟุตบอลอาชีพแล้วพาทีมบ้านเกิดตัวเองคว้าตั๋วเพลย์ออฟได้สำเร็จ”
นิฮาฟิล เท้าความในวันที่นรา ยูไนเต็ด บุกไปเอาชนะดับบลิวยู นครศรีฯ ในศึก Thai League 3 โซนล่างด้วยสกอร์ 3 ประตูต่อ 1 ได้สำเร็จ คว้าตำแหน่งอันดับ 2 พร้อมคว้าตั๋วไปเล่นเพลย์ออฟเพื่อหาทีมเลื่อนชั้นไปเล่นในศึก Thai League 2 ที่จะต้องพบกับอยุธยา ยูไนเต็ด

ใจเกินร้อย
“ผมพร้อมลงสนามเพื่อทีม สภาพร่างกายและสภาพจิตใจตอนนี้เกินร้อย ทุกอย่างในทีมพร้อมเป็นอย่างมาก บรรยากาศในทีมกำลังยอดเยี่ยม สภาพทีมกำลังลงตัว เราคือทีมที่เต็มไปด้วยผู้เล่นคุณภาพ มีความสมดุลระหว่างผู้เล่นที่เต็มไปด้วยประสบการณ์และดาวรุ่งที่มีความกระหายในการลงเล่น สุดท้ายความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของทุกคนในทีมจะเป็นสิ่งที่นำเราไปสู่ชัยชนะพร้อมพาทีมเลื่อนชั้นสู่ Thai League 2 ได้สำเร็จอย่างแน่นอน” 
กองกลางจอมทัพแห่งนรา ยูไนเต็ดกล่าวถึงความพร้อมและความรู้สึกในการพาทีมกอและพิฆาต คว้าตั๋วใบสุดท้ายในการเลื่อนชั้นสู่ Thai League 2

วันเดอร์คิดเมืองนรา
“เอาจริงๆ ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนตั้งฉายานี้ให้และจนวันนี้ก็ยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่า วันเดอร์คิด แต่สำหรับผมคำว่าฟุตบอลมีอะไรมากกว่าฉายาที่ได้รับ ทุกวันนี้ที่ผมกำลังพยายามและตั้งใจมากที่สุด คือ การทำผลงานที่ดีที่สุดให้กับทีม ทำทุกอย่างในสนามให้ออกมาดีที่สุด ผมอยากเป็นนักฟุตบอลที่ดีกว่าเดิมในทุกวัน เป้าหมายในการเล่นฟุตบอลอาชีพ ผมอยากเล่นลีคสูงสุดของไทยอย่างทีฝัน เพือไปตามฝันทีพ่อเคยปฏิเสธไว้ครับ เพราะฟุตบอลเป็นอะไรมากกว่าความรัก ฟุตบอลคือครอบครัวของเรา แต่สำหรับผมตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างในสนาม เพื่อนรา ยูไนเต็ด”
นิฮาฟิล หะยีฮาซัน พูดถึงฉายาที่ได้รับและกล่าวทิ้งท้ายถึงเป้าหมายในการเล่นฟุตบอลของตนเอง

Credit Picture : NARA UNITED

Thai-football

—————————————————————

สนับสนุนโดย : UP-Development

“บ้าน" ที่ออกมาจากความตั้งใจและความใส่ใจ


https://www.facebook.com/UP-Development-241909426556923/

สหวรรษ กันทามูล : เพชรดวงใหม่ของวงการฟุตบอลไทยจากแดนล้านนา

สหวรรษ กันทามูล : เพชรดวงใหม่ของวงการฟุตบอลไทยจากแดนล้านนา

12 กุมภาพันธ์ 2562 | เข้าดู 174 ครั้ง

หนุ่มน้อยจากอำเภอลอง ที่ตัดสินใจเดินทางมาสอบเพื่อเข้าศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนประจำจังหวัดเพื่อหวังเป็นเส้นทางในการก้าวสู่อาชีพตำรวจหรือทหารที่เค้าใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยพรสวรรค์ที่เปี่ยมล้นในสองเท้าจากโอกาสในการแสดงฝีเท้าเพียงครั้งเดียว ก่อนจะได้รับโอกาสสำคัญพร้อมกลายเป็นนักเตะอาชีพที่ลงเล่นใน Thai League 3 ด้วยวัยเพียง 17 ปี 10 เดือน ภายใต้สีเสื้อทีมขวัญใจอย่างแพร่ ยูไนเต็ดและยังเป็นทีมบ้านเกิดของเจ้าตัวอีกด้วย Thai-Football ขอพาทุกท่านไปรู้จักเรื่องราวชีวิตของเด็กหนุ่มที่กำลังได้รับการจับตามองในฐานะเพชรดวงใหม่ของวงการลูกหนังแห่งแดนล้านนา “กัน” สหวรรษ กันทามูล

ก้าวแรกสู่สังเวียน
ชีวิตในวัยเด็กของสหวรรษ กันทามูล ไม่แตกต่างจากเด็กน้อยที่หลงใหลในฟุตบอลเท่าใดนัก แต่สิ่งที่ต่างก็คงจะเป็นพรสวรรค์และการสนับสนุนจากครอบครัวอย่างเต็มที่ที่ทำให้เด็กหนุ่มจากอำเภอลองรายนี้มาไกลกว่าบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นด้วยกัน
“ผมเริ่มเล่นฟุตบอลตอนอายุ 7 ขวบ ตำแหน่งแรกที่เล่นคือกองกลาง ก่อนจะโดนโค้ชจับไปเล่นตำแหน่งปีกขวาบ้างในบางนัด ชีวิตในวัยเด็กก็เหมือนเด็กทั่วไปแถวบ้านเรียนหนังสือ ถ้ามีเวลาว่างก็เล่นฟุตบอล แต่อาจด้วยความที่เป็นลูกชายคนเดียวเลยได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะให้การสนับสนุนรองเท้าและอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงพาไปคัดตัวเข้าโรงเรียนหรืออะคาเดมี่สโมสรที่เคยไปไกลที่สุดคือจังหวัดสมุทรปราการ”

ความไม่คาดหวังที่เป็นความฝัน
หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนประจำอำเภอก่อนตัดสินใจเดินทางมาสอบเข้าโรงเรียนประจำจังหวัด ที่ไม่ได้เป็นขาใหญ่ในวงการฟุตบอลขาสั้นของจังหวัดแพร่เท่าใดนักเพื่อหวังศึกษาหาความรู้และกรุยทางไปสู่กอาชีพที่เคยฝันไว้ตั้งแต่เด็กอย่างทหารหรือตำรวจ ก่อนจะใช้ฝีเท้าแสดงให้โค้ชทีมทุ่งโฮ้ง ยูไนเต็ดได้เห็นพร้อมพาตนเองเข้าสู่ทีมดังแห่งล้านนาได้สำเร็จ
“ผมเรียนจบชั้น ม.3 ที่โรงเรียนลองวิทยาก็มาสอบเข้าที่โรงเรียนพิริยาลัยที่เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดแพร่ ถามว่าตอนนั้นทำไมมาสอบก็คงเพราะผมอยากเป็นทหารหรือตำรวจที่ฝันไว้ตั้งแต่เด็ก หลังจากสอบเข้าเรียนได้ก็ได้เล่นฟุตบอลให้ทีมโรงเรียนแข่งขันรายการต่างๆอย่างต่อเนื่อง จนมีแม็ตช์แข่งกับทีมโค้ชทุ่งโฮ้ง ยูไนเต็ดหลังจบแม็ตช์ก็ได้รับการติดต่อจากโค้ชสมคิด บันลือที่คุมทีมทุ่งโฮ้ง ยูไนเต็ด ว่าสนใจร่วมฝึกซ้อมกับทีมมั๊ย แต่ในขณะนั้นก็ยังไม่ได้เซ็นต์สัญญาและตัดสินใจอะไร แต่หลังจากนั้นปรึกษาพ่อแม่และรุ่นพี่ก็เลยมาร่วมฝึกซ้อมกับทีมและได้ลงแข่งขันฟุตบอลนักเรียนกับทีมทุ่งโฮ้ง ยูไนเต็ด อีกทั้งคงทำผลงานได้ดีจนเข้าตาโค้ชหนุ่ม อานนท์ บรรดาศักดิ์ ที่มาชมเกมในวันนั้นจนได้รับโอกาสเซ็นต์สัญญากับสโมสรแพร่ ยูไนเต็ดในที่สุด”

จากแฟนบอลสู่นักบอล
การได้เซ็นต์สัญญาในฐานะนักเตะของสโมสรที่เคยติดตามชมการแข่งขันอยู่เสมอ คงไม่ต้องบอกถึงความรู้สึกสำหรับนักเตะดาวรุ่งรายนี้ที่เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว เค้าคือแฟนพันธ์แท้บอลที่ติดตามชมการแข่งขันของทีมแพร่ ยูไนเต็ดแบบไม่พลาดแม้แต่นัดเดียว
“เมื่อปีที่แล้วผมคือแฟนบอลที่ตามเชียร์ทีมแพร่ ยูไนเต็ด เกมในบ้านก็จะเข้ามาชม มาเชียร์ทุกนัด ส่วนเกมเยือนจะติดตามข่าวสารของทีม แต่วันนี้ผมคือนักเตะของสโมสรที่ผมรักและติดตามเชียร์มาโดยตลอด มันช่างเป็นความรู้สึกที่เกินบรรยายจริงๆ ส่วนอีกเรื่องที่ดีใจเป็นพิเศษคือการได้มีโอกาสเรียนรู้และฝึกซ้อมกับขวัญใจอย่างพี่อาทิตย์ ภีระบรรณ นักเตะที่ผมติดตามและชื่นชอบเป็นพิเศษ”

วันแรกในการฝึกซ้อม
การเป็นนักเตะเพียงหนึ่งเดียวที่เดินทางมาซ้อมในทีมที่เต็มไปด้วยบรรดานักเตะดาวดังทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ล้วนแต่ผ่านประสบการณ์ในการลงเล่นมาอย่างโชกโชนย่อมทำให้เจ้ากันรู้สึกประหม่าและเคอะเขินเป็นอย่างมากในฐานะน้องใหม่ของทีม
“วันแรกที่ผมมาซ้อมร่วมกับทีม ผมทำอะไรไม่ค่อยถูกเหมือนกัน เพราะไม่เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาก่อน แต่ก็มีโค้ชเรียกผมไปวิ่งเพื่อปรับพื้นฐานในการเป็นนักฟุตบอลที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งที่เราควรวิ่งท่าไหน ควรวางเท้าอย่างไรและก็ได้รับคำแนะนำจากบรรดาพี่ๆนักเตะทุกคนในทีม โดยเฉพาะพี่นันทพล ศุภไทยที่จะเข้ามาสอนเป็นประจำในเรื่องต่างๆ เช่น การยิงประตู การจ่ายบอลและพี่เค้าจะให้ผมซิตอัพทุกวันเพื่อช่วยในเรื่องสมรรถภาพร่างกาย บรรยากาศในทีมที่อบอุ่นช่วยให้ผมสามารถปรับตัวร่วมทีมได้ค่อนข้างเร็ว”

นัดแรกอย่างเป็นทางการ
หลังเซ็นต์สัญญาร่วมทีมแพร่ ยูไนเต็ดพร้อมรับการขัดเกลาจากบรรดาสต๊าฟโค้ชและนักเตะรุ่นพี่ในทีมเป็นอย่างดี สหวรรษ กันทามูล ก็ถูกส่งลงสนามอย่างเป็นทางการในศึกที่เรียกได้ว่าเป็นนัดใหญ่ของทีมและในตำแหน่งตัวจริงที่เกินความคาดหมายเลยก็ว่าได้
“แม็ตช์แรกอย่างเป็นทางการของผมคือฟุตบอล Thai League 3 ที่เปิดบ้านพบกับสระแก้ว เอฟซี ช่วงบ่ายวันนั้นมีการประชุมทีมซึ่งโค้ชก็แจ้งว่าใครจะเป็นตัวจริงหรือตัวสำรองและโค้ชหนุ่มก็บอกว่า 11 ตัวจริงมีชื่อผมด้วย ยอมรับว่าทั้งดีใจและตกใจทำอะไรไม่ถูก หลังจากประชุมทีมเสร็จก็รีบโทรบอกพ่อว่าได้ลงเป็นตัวจริง พ่อแม่ดีใจมากพร้อมอบกว่าทำให้ดีที่สุด ตั้งใจ ส่วนพี่ๆในทีมก็เข้ามาบอกว่าไม่ต้องตื่นเต้น เล่นไปตามเกมของเรา ความรู้สึกแรกที่ก้าวลงสู่สนามมันเหมือนฝันจริงๆ ฝันที่ได้ลงเล่นในสนามที่ตนเองเคยเป็นคนดู สนามที่คนเยอะที่สุดที่ผมเคยเล่นฟุตบอลมาในชีวิต รู้สึกประหม่าจนทำอะไรไม่ถูกจนเวลาผ่านไปเกือบ 10 นาทีถึงเริ่มตั้งสติได้และเล่นไปตามเกม ก่อนจะถูกเปลี่ยนออกในนาทีที่ 40 ถามว่าพอใจผลงานตนเองแค่ไหน ผมบอกได้คำเดียวว่าพอใจมาก หลายคนอาจมองว่าทำผลงานได้ไม่ค่อยดี แต่นี่เป็นแม็ตช์ที่ดีที่สุดในชีวิตและผมจะจดจำแม็ตช์นี้ไว้ตลอดไป”

ก่อนลงสนาม
การถือเคล็ดก่อนลงสนามสำหรับนักฟุตบอลกลายเป็นของคู่กันไปเสียแล้วและรวมไปถึงนักเตะดาวรุ่งรายนี้ที่มีเคล็ดส่วนตัวก่อนลงสนามเสมอ 
“ก่อนลงสนามทุกครั้ง ผมจะยกมือไหว้รูปในหลวงที่อยู่ในห้องแต่งตัว ขอพรให้พระองค์ท่านคุ้มครองนักเตะและทุกคนในสนามให้มีผลการแข่งขันที่ดี เป็นเกมที่เต็มไปด้วยน้ำนักกีฬา ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อการเล่นฟุตบอลในสนามของผมที่เสมือนว่าได้เป็นนักฟุตบอลที่ดี เล่นอย่างเต็มที่จนนำมาสู่ผลการแข่งขันที่ดีของทีม”

จอมซุ่ม
การเป็นนักเตะวัยเยาว์ที่มีพรวรรค์ แต่ยังขาดสิ่งอื่นๆอยู่อีกมากที่พรสรรค์ไม่อาจมอบให้แก่เจ้าตัวอย่างครบครันจึงทำให้จึงต้องใช้พรแสวงมาช่วยในการพัฒนาฝีเท้าอยู่เสมอ
“ถ้าวันไหนไม่มีแข่งหรือไม่มีซ้อม ผมจะไปเล่นหรือไปซ้อมฟุตบอลกับเพื่อนอยู่เสมอ แต่ถ้าวันไหนเพื่อนไม่อยู่หรือไม่ว่างก็จะพยายามฝึกซ้อมคนเดียว ซ้อมทุกอย่างทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การเล่นฟิตเนส การโยนบอล รับ-ส่งบอล การเล่นลูกกลางอากาศ ทุกวันคือโอกาสที่จะสามารถใช้ในการพัฒนาตัวเองและนี่คือสิ่งที่ท่องไว้เสมอว่าผมจะไม่เสียเวลาในการพัฒนาตนเองไป”

ความฝันกับม้าคะนองศึก
การลงเล่นให้กับทีมบ้านเกิดและเป็นทีมขวัญใจอย่างแพร่ ยูไนเต็ด ย่อมเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมเกินคำบรรยายของเจ้ากันแต่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกองกลางดาวรุ่งรายนี้คือการพาทีมบ้านเกิดเลื่อนชั้นสู่ลีคสูงสุดให้ได้ในสักวัน
“ผมอยากพาทีมแพร่ ยูไนเต็ด เลื่อนชั้นไปเล่นในลีคสูงสุดของไทยอย่าง Thai League 1 ให้ได้ในสักวัน หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องยาก สำหรับฟุตบอลทุกอย่างเป็นไปได้เสมอถ้าเรามีความพยายาม แต่ตอนนี้ขอโฟกัสไปที่การพาทีมเลื่อนชั้นสู่ Thai League 2 ให้ได้ในฤดูกาลหน้าก่อนครับ”

ความในใจของสหวรรษ กันทามูล
“ผมขอขอบพระคุณโค้ชเอ๋ สมคิด บรรลือ โค้ชทุ่งโฮ้ง ยูไนเต็ด, โค้ชหนุ่ม อานนท์ บรรดาศักดิ์ โค้ชเเพร่ ยูไนเต็ด, เเม่เลี้ยงไก่ ศุภวัลย์ ศุภศิริ, เเม่เลี้ยงติ๊ก ศิริวรรณ ปราศจากศัตรูและโกปี้ พงษ์สวัสดิ์ ศุภศิริ ประธานสโมสรแพร่ ยูไนเต็ด รวมไปถึงพี่ๆนักเตะทุกคนในทีมที่มอบโอกาสการเป็นนักฟุตบอลอาชีพและช่วยพัฒนาผมจนมีวันนี้ วันที่มีโอกาสลงเล่นใน Thai League 3 ทุกสิ่งที่ทุกคนมอบให้ช่างยิ่งใหญ่จริงๆ ผมขอตอบแทนทุกท่านด้วยความทุ่มเทและผลงานในสนามอย่างเต็มที่สุดความสามารถของผมครับ”

Credit Picture : แพร่ ยูไนเต็ดฟุตบอลคลับ

Thai-football

—————————————————————
สนับสนุนโดย : UP-Development

“บ้าน" ที่ออกมาจากความตั้งใจและความใส่ใจ


https://www.facebook.com/UP-Development-241909426556923/

 อติกันต์ เกาะแก้ว ดาวดวงใหม่แห่งทัพค้างคาวมหากาฬ

อติกันต์ เกาะแก้ว ดาวดวงใหม่แห่งทัพค้างคาวมหากาฬ

12 กุมภาพันธ์ 2562 | เข้าดู 119 ครั้ง

จากเด็กหนุ่มที่หลงใหลในกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอลแต่เซปักตระกร้อคือกีฬาอีกประเภทที่เล่นควบคู่กันและทำได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่วัยเด็ก ด้วยพรสวรรค์ที่เปี่ยมล้นและพรแสวงที่ติดตัวมาโดยตลอด จึงพาตนเองก้าวสู่กีฬาฟุตบอลพร้อมกลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพด้วยวัย 17 ปี ก่อนจะกลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองจากผลงานที่ทำได้ดีในศึก Thai League 3 ภายใต้สีเสื้อเมืองกาญจน์ ยูไนเต็ด ในวัยไม่ถึง 20 ปีเต็ม เขาคือใคร Thai-football ขอพาคุณไปติดตามเรื่องราวชีวิตของ “โอม” อติกันต์ เกาะแก้ว

เขาเป็นใคร
อติกันต์ เกาะแก้ว หรือ โอม คือ นักเตะดาวรุ่งจากอำเภอเดิมบางนางบวช แห่งจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดที่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งที่ผลิตนักฟุตบอลชั้นดีแก่วงการฟุตบอลไทยมาแล้วอย่างมากมาย สำหรับตำแหน่งแรกที่เริ่มเล่นในสังเวียนลูกหนังของเจ้าตัวนั้นคือตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่เล่นควบคู่กีฬาเซปักตระกร้อมาตั้งแต่วัยเยาว์
จากเด็กหนุ่มในครอบครัวที่ให้การสนับสนุนการเล่นกีฬาเป็นอย่างดีสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญในการย้ายโรงเรียนข้ามจังหวัดในชั้นระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเพื่อเติมเต็มฝันชีวิตนักเตะที่เจ้าตัวไม่เคยใฝ่แต่ฝันอยู่เสมอ
“ผมเป็นคนอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ชั้นอนุบาลในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ จากนั้นก็โดนจับมาแล่นตำแหน่งศูนย์หน้าแต่ก็เล่นเซปักตระกร้อควบคู่ไปด้วย จนเรียนในระดับชั้น ม.5 มีแข่งขันฟุตบอลที่จังหวัดสุพรรณบุรี ตอนนั้นผมเรียนและเล่นฟุตบอลให้กับทีมโรงเรียนธรรมโชติศึกษาลัยซึ่งมีการรวมทีมกับทีมสิงห์บุรี ชุดเตรียมสู้ศึกดิวิชั่น 2 ในขณะนั้นและทำผลงานได้ดีจนได้รับการชักชวนให้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนค่ายบางระจันวิทยาคม ผมก็ปรึกษาครอบครัวและก็ตัดสินใจย้ายโรงเรียน จนมีโอกาสเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกกับทีมสิงห์บุรี บางระจัน เอฟซี”

ทำไมต้องรู้จัก....อติกันต์ เกาะแก้ว
โอม คือ นักฟุตบอลดาวรุ่งที่ลงเล่นฟุตบอลอาชีพด้วยวัยไม่ถึง 18 ปี ภายใต้สีเสื้อสิงห์บุรี บางระจัน เอฟซีที่เจ้าตัวมีโอกาสลงรับใช้ทีมถึง 2 ฤดูกาลก่อนจะย้ายมาลงเล่นให้กับทัพค้างคาวมหากาฬ เมืองกาญจน์ ยูไนเต็ด ในศึก Thai League 3 โซนบน พร้อมยึดตำแหน่งตัวจริงของทีมด้วยวัยเพียง 19 ปี ในบทบาทที่เรียกได้ว่าเล่นได้ทุกตำแหน่งในแนวรุกของทีมไม่ว่าจะเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า กองกลางตัวรุกหรือริมเส้น ด้วยลีลาการเล่นอันจัดจ้าน เร็วและไปกับบอลได้ดี อีกทั้งยังโหม่งทำประตูที่เฉียบขาด ผลงาน 6 ประตูในฤดูกาล 2018 ที่อาจไม่มากเท่าใดนักแต่หากเทียบกับศักยภาพของทีมและด้วยอายุที่ถือว่าทำได้เกินตัวกันเลยทีเดียวกับนักเตะดาวรุ่งแห่งเดิมบางนางบวชรายนี้

นักเซปักตระกร้อ
ด้วยส่วนสูง 181 เซนติเมตรที่ถือว่าไม่มากเท่าใดนักในตำแหน่งนักเตะแนวรุก แต่การยกให้เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่จบสกอร์ด้วยลูกกลางอากาส เลี้ยงกินตัวและไปกับบอลได้ดีก็คงมาจากพื้นฐานการเล่นกีฬาเซปักตระกร้อที่เล่นมาตั้งแต่เด็ก พร้อมทำงานได้ดีจนทำให้เจ้าตัวกลายเป็นนักฟุตบอลที่ครบเครื่องคนนึง
“ผมเล่นกีฬาเซปักตระกร้อมาตั้งแต่ชั้น ป.4 จนถึงชั้น ม.3 และก็ทำได้ดีเคยลงแข่งขันอยู่บ่อยครั้ง ผมว่าการผ่านการเล่นเซปักตระกร้อมาก่อนช่วยการเล่นฟุตบอลได้เยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะการเล่นลูกกลางอากาศและโหม่งทำประตูที่ทำได้ค่อนข้างดี”

ประตูเรียกความมั่นใจ
แม้ในฤดูกาล 2018 เจ้าตัวจะถูกจับเล่นในตำแหน่งต่างๆ เรียกได้ว่าทุกตำแหน่งในแนวรุกของทัพค้างคาวมหากาฬก็ว่าได้แต่หลังทำประตูแรกอย่างเป็นทางการกับสโมสรของฤดูกาลด้วยการเหมา 2 ลูก ในนัดที่ 3 ของฤดูกาลที่เปิดบ้านเอาชนะกาฬสินธุ์ เอฟซี 3 ประตูต่อ 0 ได้ส่งผลต่อความมั่นใจในการลงเล่นของเจ้าตัวเป็นอย่างมาก
“การซัดประตูแรกได้ในนัดที่ 3 ของฤดูกาลพร้อมพาทีมกำชัยได้ ซึ่งถือว่าเบิกร่องได้เร็วช่วยสร้างความมั่นใจให้ผมได้เยอะสำหรับการทำประตูในซีซั่นนี้ ถามว่าพอใจผลงานตัวเองมั๊ยในฤดูกาลนี้ ก็ยอมรับว่าค่อนข้างพอใจพอสมควรแต่ผลงานทีมผมว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้โดยเฉพาะในเลคที่ 2 ที่ผลงานทีมดร็อปลงไปพอสมควร”

พร้อมเพื่อทีม
การเป็นนักเตะที่นับว่าครบเครื่องเกินวัย ทำให้แฟนบอลมักเห็นเจ้าตัวถูกจับไปเล่นในตำแหน่งต่างๆ ตามแท็คติคของทีมอยู่เสมอ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับการลงเล่นรับใช้ทีมแต่อย่างใด เพราะผลงานของทีมย่อมมาก่อนผลงานส่วนตัวอยู่เสมอ
“ตำแหน่งที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า เพราะผมชอบยิงประตู ชอบความรู้สึกหลังยิงประตูได้ มันรู้สึกสุดวิเศษจริงๆ แต่สำหรับบทบาทที่โดนสับเปลี่ยนการลงเล่นโดยตลอดในฤดูกาลนี้ถือว่าไม่มีปัญหา ทำได้ทุกอย่างเพื่อทีม แต่ก็อาจจะต้องปรับตัว ปรับจังหวะให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น”

แรงใจที่สำคัญ
การลงเล่นฟุตบอลทุกครั้งของกองกลางดาวรุ่งรายนี้ ถ้าไม่ห่างจากบ้านมากนัก พ่อแม่จะคอยตามไปชมเกมการแข่งขันของลูกชายคนนี้อยู่เสมอ อีกทั้งการได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวในการเล่นกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอลตั้งแต่ยังเด็กไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสในการย้ายโรงเรียนเพื่อโอกาสในการเล่นฟุตบอล การตามไปส่งเชียงเชียร์และแรงใจแก่ลูกชายทุกครั้งในสนามแข่งขันจึงเรียกได้ว่า ครอบครัว คือแรงใจที่สำคัญที่สุดของนักเตะรายนี้
"พ่อแม่ผมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่มาตั้งแต่ผมเด็กๆ คอยตามเชียร์ ตามให้แรงใจโดยตลอด ถ้าวันไหนผมมีแข่งถ้าไม่ไกลจากแถวบ้านมากนัก พ่อกับแม่จะอยู่ในสนามเสมอ พ่อแม่คือแรงใจที่สำคัญที่ผมอยากทำให้ท่านภูมิใจในตัวผม"

ฟุตบอลคือการพัฒนา
“ถามว่าตัวเองมีจุดเด่นในการเล่นฟุตบอลตรงไหน ก็คงเป็นเรื่องความเร็ว การเลี้ยงบอลกินตัวและลูกกลางอากาศที่ทำได้ดี ส่วนเรื่องจุดอ่อนก็คงเป็นเรื่องการเล่นเกมรับที่ยังทำได้ไม่ดีและร่างกายที่ยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร แต่ฟุตบอลคือการพัฒนา ผมยังต้องพัฒนาตนเองในทุกๆอย่าง จุดเด่นที่มองว่าตัวเองมีก็ต้องพัฒนาให้ดีกว่าเดิม ดีที่สุด ส่วนจุดอ่อนก็ต้องแก้ใขไม่ให้มีข้อบกพร่องในสนาม ผมอยากเป็นนักเตะที่สมบูรณ์แบบที่สุด”

อนาคตของอติกันต์
แม้นจะทำผลงานให้กับทีมเมืองกาญจน์ ยูไนเต็ดได้อย่างโดดเด่นแต่สำหรับดาวเตะรายนี้ได้เผยอนาคตในการค้าแข้งไว้ว่า "ผมอยากพัฒนาตัวเอง พัฒนาในทุกด้าน พัฒนาในสิ่งที่รัก นั่นคือฟุตบอล เพื่อยกระดับการเล่นตัวเองให้ดีกว่านี้ ถ้ามีโอกาสอยากลงเล่นในทีมใหญ่หรือทีมชั้นนำของประเทศ"

Credit Picture : MuangKan United

Thai-football

—————————————————————
สนับสนุนโดย : UP-Development

“บ้าน" ที่ออกมาจากความตั้งใจและความใส่ใจ


https://www.facebook.com/UP-Development-241909426556923/

ภูวดล สุวรรณชาติ : ฟุตบอลเป็นชีวิตของผม

ภูวดล สุวรรณชาติ : ฟุตบอลเป็นชีวิตของผม

12 กุมภาพันธ์ 2562 | เข้าดู 172 ครั้ง

การก้าวเข้าทำทีมกันทรลักษณ์ เอฟซี ทีมน้องใหม่ที่เตรียมลงสู้ศึก Thai League 5 ของ “ดัมมี่” ภูวดล สุวรรณชาติ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยได้สร้างเครื่องหมายคำถามไว้แก่แฟนบอลอย่างมากมาย เนื่องจากการทำทีมฟุตบอลไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่สามารถทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ พร้อมกันหลายคนมองว่าวงการฟุตบอลลีกอาชีพของไทยอยู่ในช่วงขาลง หลังจากกระแสความนิยมจากแฟนบอลเริ่มลดน้อยลงไปอย่างต่อเนื่องและแฟนบอลที่เข้าชมเกมในสนามก็มีจำนวนลดลง

วันนี้ Thai-football นำทุกท่านมาพบกับ “ดัมมี่” ภูวดล สุวรรณชาติ ศูนย์หน้ามากประสบการณ์ที่เคยผ่านการค้าแข้งกับทีมชื่อดังอย่างมากมาย อาทิเช่น ทีโอที, บีอีซี เทโรศาสน, ชัยนาท ฮอร์นบิล, ราชบุรี มิตรผล , เชียงใหม่ เอฟซีและศรีสะเกษ เอฟซี ที่จะมาเผยความรู้สึกถึงเหตุและผล รวมไปถึงความในใจเพื่อตอบข้อข้องใจของแฟนบอลทุกคนถึงารตัดสินใจครั้งสำคัญทีมนี้

Thai-Football : ทำไมถึงเลือกที่จะทำทีมฟุตบอล 
ภูวดล : ผมเลือกทำทีมฟุตบอล เพราะฟุตบอลเป็นชีวิตของผม ที่ผ่านมาชีวิตอยู่กับฟุตบอลมาตลอด เลือกที่จะไม่เรียนหนังสือทั้งที่แม่เป็นครู แม่พยายามทำทุกวิถีทางให้ผมเรียนหนังสือให้ได้ แต่ฟุตบอลสำหรับผมมันยิ่งใหญ่เกินไป ขณะที่ผมเรียนชั้นปีที่ 4 เรียกได้ว่าอีกนิดเดียวก็จะเรียนจบ แต่ผมกลับเลือกที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อเล่นฟุตบอลอาชีพ ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังเพื่อความฝันตัวเอง ฝันในสิ่งที่ตัวเองรัก จึงไม่แปลกที่ผมอยากจะทำทีมฟุตบอล

Thai-Football : จากประสบการณ์การค้าแข้งตลอดเวลาที่ผ่านมาจะนำมาใช้ในการทำทีมอย่างไรบ้าง
ภูวดล : ตลอดชีวิตการค้าแข้งที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เรียนรู้ทุกสิ่งอย่างจากสโมสรชั้นนำอย่างมากมาย ผู้บริหารเก่งๆ โค้ชยอดฝีมือจำนานมาก ทำให้ได้มีโอกาสเรียนรู้ความเป็นมืออาชีพ ทัศนคติที่ดีในการบริหารจัดการทีมฟุตบอล การเป็นโค้ชชั้นดี วินัยของนักเตะชั้นยอด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมจะนำมาใช้ในการทำทีม นำมาถ่ายทอดแก่น้องๆนักเตะที่พร้อมจะก้าวเป็นเพชรเม็ดงามของวงการฟุตบอลไทย ทุกสิ่งอย่างที่ได้จากวงการฟุตบอลไทยผมจะยกให้ทีมกันทรลักษณ์ เอฟซีหมดเลยครับ

Thai-Football : ฟุตบอลในสไตล์ภูวดล สุวรรณชาติ 
ภูวดล : ฟุตบอลในแบบเอนเตอร์เทน ดูแล้วเพลินตา ดุดัน เซ็กซี่ มีเสน่ห์ เกมรุกดุดัน ดูแล้วมีความสุข น่าติดตาม ไม่อึดอัด นักเตะทุกคนต้องทุ่มเทเพื่อทีมและเพื่อสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แฟนบอล

Thai-Football : สิ่งที่ยากที่สุดในการทำทีมฟุตบอล
ภูวดล : สิ่งที่ยากที่สุดคือการหล่อหลอมทุกคนในทีมให้เป็นหนึ่งเดียว รักและเข้าใจซึ่งกัน มุ่งมั่นทำผลงานเพื่อทีมให้ดีที่สุด มีจุดมุ่งหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ส่วนอีกสิ่งที่ยากเช่นกันคือเงินที่ใช้ในการบริหารทีม

Thai-Football : เป้าหมายในการแข่งขัน T5 ไว้อย่างไรบ้าง
ภูวดล : การเป็นหนึ่งเดียวใน 39 ทีมของโซนภาคอีสานถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก แต่ทีมเราจะเตรียมความพร้อมให้ดีที่สุดเพื่อการเลื่อนขั้นไปเล่น Thai League 4 แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมคือการมีโอกาส มีเวทีให้น้องๆได้แสดงศักยภาพ ได้ฝึกซ้อม ได้ลงแข่งขันเพื่อก้าวไปสู่นักฟุตบอลที่ดีกว่าเดิม

Thai-Football : เป้าหมายระยะยาวในการทำทีม 
ภูวดล : อยากให้สโมสรกันทรลักษณ์ เอฟซี เป็นสโมสรที่มีสนามฝึกซ้อม มีสนามแข่งขันเพื่อสร้างเพชรเม็ดงามให้วงการฟุตบอลไทยหรือทีมชาติไทย ผมอยากสร้างนักฟุตบอลที่ดีทั้งในและนอกสนาม อยากเห็นภาพแฟนคลับพาลูกหลานมาพักผ่อนหย่อนใจ มาทำกิจกรรมที่สนาม มาชม มาเชียร์ฟุตบอลด้วยกัน อยากให้สโมสรแห่งนี้เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ทุกคนมาสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ร่วมกัน สโมสรฟุตบอลที่เสมือนเป็นบ้านอีกหลังของแฟนบอลครับ

Thai-Football : อยากฝากอะไรถึงแฟนบอลของภูวดล สุวรรณชาติที่กำลังรอชมการทำทีมอยู่ทุกๆคน
ภูวดล : อยากฝากถึงแฟนบอลทุกคน ตอนนี้ผมเข้ามาทำหน้าที่อีกบทบาทที่หลายคนไม่เคยเห็น แม้บทบาทหน้าที่จะไม่เหมือนเดิมแต่ก็ไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก เป้าหมายของผมคือการได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักอย่างฟุตบอลเหมือนทุกท่าน ผมขอฝากทุกคนติดตาม ส่งเสียงเชียร์ ส่งแรงใจ ให้ทีมกันทรลักษณ์ เอฟซีไว้ในดวงใจและฝากอุดหนุนเสื้อทีมกันทรลักษณ์ เอฟซีกันด้วยนะครับ

Credit Picture : Kantharalak FC

Thai-football

—————————————————————
สนับสนุนโดย : UP-Development

“บ้าน" ที่ออกมาจากความตั้งใจและความใส่ใจ


https://www.facebook.com/UP-Development-241909426556923/

ลงเล่นฟุตบอลลีคครั้งแรกด้วยวัยเพียง 16 ปี/ นักสะสมสตั๊ดตัวยง/เทพอุ้มคนต่อไป : จิรวัฒน ทองแสงพราว

ลงเล่นฟุตบอลลีคครั้งแรกด้วยวัยเพียง 16 ปี/ นักสะสมสตั๊ดตัวยง/เทพอุ้มคนต่อไป : จิรวัฒน ทองแสงพราว

12 กุมภาพันธ์ 2562 | เข้าดู 119 ครั้ง

ครั้งหนึ่ง เจมี่ คาราเกอร์ อดีตแข้งลิเวอร์พูล เคยกล่าวไว้ว่า “สมัยยังเป็นเด็ก ไม่มีใครอยากเล่นเป็นแบ็คหรอก” แต่สำหรับ จิรวัฒน ทองแสงพราว แบ็คซ้ายดาวรุ่งทีมชาติไทยแห่งทีมอยุธยา ยูไนเต็ดที่ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องจนได้รับการจับตามองจากบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในลีคสูงสุดอย่างมากมาย รวมถึงฟอร์มในฤดูกาล 2018 ที่กำลังร้อนแรงเหลือเกินหลังนำทัพนักรบอโยธยารั้งตำแหน่งรองจ่าฝูง Thai League 3 โซนบนในขณะนี้คือข้อยกเว้น แต่เขาเป็นใคร........มาจากไหน? Thai-football ขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับแบ็คซ้ายดาวรุ่งรายนี้

เขาเป็นใคร

หนุ่มน้อยจากอำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดในครอบครัวนักฟุตบอลโดยแท้ พ่อเป็นอดีตนักฟุตบอลเดินสาย จิรวัฒนมีน้องชาย 1 คนเล่นฟุตบอลเช่นกัน ปัจจุบันเป็นนักฟุตบอลทีมโรงเรียนประจำจังหวัดแต่เล่นในตำแหน่งกองกลาง

“เทพโจ” คือ ฉายาที่แฟนบอลหลายคนมอบให้ เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ด้วยความที่มักเห็นพ่อเล่นฟุตบอลเดินสายอยู่เป็นประจำ เช่นเดียวกันกับน้องชายของเขา ทำให้ทั้งสองมักเล่นฟุตบอลด้วยกันอยู่เสมอและได้รับการฝึกฝนเพิ่มเติมจากครูคนแรกที่อยู่ในบ้าน นั่นคือคุณพ่อนั่นเอง

โรงเรียนเพ็ญสมิทธิ์ มหาอำนาจลูกหนังขาสั้นอีกแห่งของเมืองไทยที่เคยผลิตนักฟุตบอลชั้นยอดของเมืองไทยอย่างธนาสิทธิ์ ศิริผลาและชนาธิป สรงกระสินธ์ มาแล้ว คือ สถานีแห่งแรกที่เจ้าตัวมีโอกาสไปฝึกฝนฝีเท้าอย่างจริงจังตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาก่อนจะเดินทางไปคัดตัวเข้าอะคาเดมีของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (โรงเรียนภัทรบพิตร) และนั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางสายลูกหนังของดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งยอดทีมแห่งพระนครศรีอยุธยารายนี้

เหตุผลที่ต้องรู้จัก…จิรวัฒน

จิรวัฒน คือนักฟุตบอลดาวรุ่งที่ลงเล่นในฟุตบอลลีคอาชีพครั้งแรกด้วยวัยเพียง 16 ปี ภายใต้สีเสื้อสุรินทร์ เอฟซีในศึกดิวิชั่น 2 โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนจะถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 19 ปี ภายใต้การคุมทีมของอนุรักษ์ ศรีเกิด ด้วยวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น 
หลังหมดสัญญากับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สิ่งแรกที่เจ้าตัวตัดสินใจคือการกลับคืนสู่บ้านที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บ้านที่เจ้าตัวต้องออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปไขว่คว้าความฝันบนเส้นทางสายฟุตบอลตั้งแต่ยังเด็ก พร้อมการลงรับใช้ทีมบ้านเกิดอย่างอยุธยา วอริเออร์ในฤดูกาล 2016 ด้วยความทุ่มเทและฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมทำให้เจ้าตัวยึดตำแหน่งตัวจริงและกลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมในวัยเพียง 18 ปี พร้อมพาทีมนักรบอโยธยาเลื่อนชั้นสู่ Thai League 3 ได้สำเร็จก่อนที่อยุธยา วอริเออร์จะร่วมมือกับสโมสรอยุธยา ยูไนเต็ด ลงแข่งขันในนาม อยุธยา ยูไนเต็ด

เปี่ยมประสบการณ์

แม้จะก้าวสู่ทีมด้วยวัยเพียง 18 ปี แต่ด้วยประสบการณ์ในการเล่นที่สั่งสมมาอย่างยาวนานตั้งแต่วัยเยาว์ก็ไม่ได้ทำให้เกิดอาการเคอะเขินในการกลับมาร่วมทีมบ้านเกิดในครั้งนี้ อีกทั้งยังนำสิ่งที่ดีมาสู่ทีมอีกด้วย นั่นคือ ความเป็นมืออาชีพและสปิริต
“สิ่งที่ผมได้จากการออกไปใช้ชีวิตค้าแข้งนอกบ้านตั้งแต่เด็กคือประสบการณ์ การเคยผ่านเกมใหญ่ๆและเกมระดับอาชีพมาก่อนส่งผลดีกับผม สำหรับผมไม่เคยยึดติดว่าตัวเองต้องได้ลงเป็นผู้เล่นตัวจริง เพราะคนที่ทำผลงานได้ดีย่อมได้รับโอกาสลงเล่นก่อนเสมอ ฟุตบอลต้องวัดกันที่ผลงาน ถ้าเราทำงานได้ดี ตำแหน่งตัวจริงก็เป็นของเรา”

จุดอ่อน

การยิงประตู, การครอสบอลและพละกำลัง คือ สิ่งที่เค้ามองว่าเป็นจุดอ่อนของตนเองในปัจจุบัน การฝึกซ้อมคือสิ่งเดียวที่จะใช้ในการพัฒนาตนเอง ทำให้ก่อนและหลังการฝึกซ้อมคือช่วงเวลาที่มักจะเป็นช่วงนาทีทองที่เลือกใช้พัฒนาตนเองอยู่เสมอโดยเฉพาะการยิงฟรีคิคที่จะต้องทำการฝึกซ้อมทุกวันที่ทำการฝึกซ้อม รวมไปถึงการฝึกซ้อมร่วมกับน้องชายในช่วงเช้าและช่วงเวลาว่างโดยมีเทรนเนอร์ส่วนตัวอย่าง พ่อ ดูแลและให้คำแนะนำโดยไม่คลาดสายตา
“ผมจะซ้อมเพิ่มเติมทุกวันในช่วงก่อนและหลังฝึกซ้อมของทีม บางวันก็จะซ้อมกับน้องชาย 2 คน ช่วงเช้าหรือช่วงที่มีเวลาว่าง”

เทพอุ้มคนต่อไป

การเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและมีลีลาการเล่นละม้ายคล้ายคลึงกับดาวเตะทีมชาติไทยอย่างธีราธร บุญมาทัน จนถูกยกให้ว่าจะเป็น “เทพอุ้ม” คนต่อไปนั้น เจ้าตัวได้เผยความรู้สึกถึงเรื่องดังกล่าวด้วยว่า
“ผมดีใจที่ถูกยกให้เป็นทายาทของพี่อุ้ม ธีราธร บุญมาทัน คนต่อไป แต่สำหรับผมแล้ว ความสามารถของผมยังห่างจากพี่อุ้มอยู่อีกเยอะและนั่นคือสิ่งที่ผมต้องพัฒนาไปให้เท่าเทียมพี่อุ้มให้ได้ครับ”

ไอดอล

การเล่นในตำแหน่งแบ็คซ้ายที่ถือเป็นตำแหน่งที่ระยะหลังเริ่มมีความสำคัญทั้งเกมรุกเกมรับมากขึ้นเรื่อยๆ การเรียนรู้จากยอดแบ็คซ้ายชั้นนำของโลกคือสิ่งที่มักทำเป็นประจำของจิรวัฒน
“ผมชอบศึกษาการเล่นของแบ็คซ้ายเก่งๆ หลายคนเรียกได้ว่าเป็นไอดอลการเล่นของผมเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น พี่อุ้ม ธีราธร บุญมาทัน มาเซโล่ แบ็คซ้ายทีมรีล มาดริดและเดิวด อลาบา แบ็คซ้ายของทีมบาเยิร์น มิวนิค ผมชอบจำทริคการเล่น การเคลื่อนที่และหลายๆอย่าง จากนั้นก็นำมาพัฒนาตนเอง”

รู้หรือไม่

โจ เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ชื่นชอบการเก็บสะสม "ความทรงจำ" กับรองเท้า โดยเฉพาะรองเท้าสตั๊ดยี่ห้อ ADIDAS ที่ชื่นชอบและใช้เป็นประจำ
“พอผมมีรายได้จากการเล่นฟุตบอล ผมก็ซื้อรองเท้าสตั๊ดมาใช้อยู่ตลอด โดยเฉพาะยี่ห้อ ADIDAS นี่จะชื่นชอบเป็นพิเศษ ส่วนตัวเป็นคนดูแลรองเท้าดี ส่วนคู่ไหนไม่ได้ใช้ผมจะทำความสะอาดและเก็บรักษาไว้ในตู้เป็นอย่างดี”

เทรนเนอร์ส่วนตัว

การลงเล่นในทุกแม็ตช์ทั้งเกมเป็นทางการและไม่เป็นทางการของจิรวัฒน ทองแสงพราว จะมีพ่อและน้องชาย รวมไปถึงคุณแม่ในวันที่ไม่ติดภารกิจเข้าชมเกมทุกครั้ง เพื่อให้กำลังใจและดูการเล่นว่ามีจุดด้อย จุดที่ต้องปรับปรุงตรงไหนบ้างเพื่อเป็นการยกระดับฝีเท้าให้ดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนเรื่องที่เห็นจะโดนเทรนเนอร์ส่วนตัวให้ปรับอยู่เสมอ นั่นคือ การควบคุมอารมณ์ 
“พ่อและน้องชายจะไปชมเกมที่ผมลงเล่นอยู่เสมอ ส่วนแม่ถ้าไม่ติดงานก็จะไปด้วยทุกครั้ง พอหลังเกมพ่อก็จะบอกว่าเราควรปรับตรงไหนบ้าง ควรเพิ่มตรงไหนบ้าง ส่วนที่โดนบอกให้แก้ไขปรับปรุงบ่อยๆ คือ เรื่องอารมณ์ในเกม ที่ค่อนข้างจะจุดเดือดต่ำไปสักหน่อย”

ก่อนเกม

แม้ลีลาในสนามจะเปนแนวสายบู๊ ดุเดือด เลือดพล่านเกินอายุ แต่ใครจะรู้ว่าก่อนเกมของแบ็คซ้ายดาวรุ่งคนนี้ที่จะต้องทำก่อนทุกครั้งคือการเดินทางไปไหว้พระ ขอพรพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งวัดที่ไปไหว้แทบทุกครั้งคือ วัดเกาะแก้วเกษฏารามและวัดพนัญเชิงวรวิหาร

ในค่ายฝึกซ้อม

แม้จะถูกยกให้เป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมอยุธยา ยูไนเต็ด แต่การเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากบรรดานักเตะรุ่นพี่ในการฝึกซ้อมคือสิ่งที่เจ้าตัวมักทำเป็นประจำเพื่อหวังยกการเล่นตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม
“ผมผ่านการร่วมงานกับเพื่อนร่วมทีมที่เก่งๆ มาหลายคนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ผมชอบดูเทคนิดและจุดเด่นของแต่ละคนเพื่อมาพัฒนาตนเองอยู่ตลอด อย่างเช่นฤดูกาลปัจจุบันก็ดูฝีเท้านักเตะต่างชาติ เช่น เคนทาโร่ ทาคามัตสึ กองกลางชาวญี่ปุ่นและเนโต้ ซานโต้ส กองหน้าชาวบราซิล”

เป้าหมายปัจจุบัน

หลังค้าแข้งให้ทีมบ้านเกิดอย่างอยุธยา ยูไนเต็ดมา 3 ฤดูกาล จนในฤดูกาล 2018 ที่ทัพนักรบอโยธยารั้งตำแหน่งรองจ่าฝูงศึก Thai League 3 โซนบนตามหลังทีมจ่าฝูงอย่างเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ดอยู่เพียง 2 คะแนนและเหลือการแข่งขันเพียง 2 นัด พร้อมกำตั๋วรอบเพลย์ออฟไว้ในมือเป็นที่เรียบร้อยแต่แบ็คซ้ายจอมแกร่งรายนี้ยังมั่นใจว่าจะพาทีมเลื่อนชั้นสู่ลีคพระรองอย่าง Thai League 2 ได้อย่างแน่นอน
“แม้เราจะตามหลังทีมจ่าฝูงอยู่ 2 คะแนน แต่ผมมั่นใจว่าเราจะเลื่อนชั้นสู่ Thai League 2 ได้อย่างแน่นอน 100% เพราะดูจากโปรแกรมแล้วเราได้เปรียบอีกทีมและน่าจะคว้าแชมป์โซนบนได้อีกด้วย”

ความฝัน
ด้วยลีลาการเล่นอันโดนเด่น ฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวา รวมไปถึงการเป็นผู้เล่นที่สื่อหลายสำนักจับตามองจนถูกยกว่าดีเกินไปในการค้าแข้งใน Thai League 3 ทำให้เจ้าตัวเริ่มได้รับความสนใจจากบรรดาทีมยักษ์ใหญ่อย่างมากมาย แต่สำหรับดาวรุ่งรายนี้ได้เผยความฝันในการค้าแข้งไว้ด้วยว่า 
“ผมอยากลงเล่นในลีคสูงสุดอย่าง Thai League 1 พร้อมได้รับโอกาสลงเล่นอย่างต่อเนื่องและสามารถพัฒนาตนเองให้ดีกว่านี้ ผมหวังว่าสักวันผมจะพาตนเองไปถึงจุดนั้นให้ได้โดยเร็วด้วยฝีเท้าตนเอง”

Credit Picture : Ayutthaya United

Thai-football
—————————————————————
สนับสนุนโดย : UP-Development

“บ้าน" ที่ออกมาจากความตั้งใจและความใส่ใจ


https://www.facebook.com/UP-Development-241909426556923/

กว่าจะเป็น ณัฐพล วรสุทธิ์...ดาวรุ่งจาก T4 ที่รอวันฉายแสง

กว่าจะเป็น ณัฐพล วรสุทธิ์...ดาวรุ่งจาก T4 ที่รอวันฉายแสง

12 กุมภาพันธ์ 2562 | เข้าดู 96 ครั้ง

อดีตคือเด็กน้อยที่นั่งเฝ้าขอบสนามชมพ่อแข่งขันฟุตบอลเดินสาย, ผ่านการฝึกปรือจากอะคาเดมี่โค้ชธงชัย สุขโกกี, อดทนนั่งรถตู้ไป-กลับวันละ 4-5 ชั่วโมงเพื่อไปฝึกซ้อมฟุตบอล, ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเลือกเล่นฟุตบอลเพียงอย่างเดียว, นักเตะ T4 คนเดียวที่ติดทีมชาติไทย, ช่วยพ่อผ่อนแท็กซี่ด้วยรายได้ทุกบาทจากการเล่นฟุตบอล

วันนี้ Thai-football จึงได้มีโอกาสนำทุกท่านมารู้จักกับเด็กหนุ่มธรรมดาไร้ชื่อเสียงคนหนึ่งในวงการลูกหนังเมืองไทยของทีมนครปฐม ยูไนเต็ด ที่กำลังจะก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะดาวรุ่งพุ่งแรงของทัพช้างศึกพร้อมเดินบนเส้นทางสายลูกหนังที่พ่อและครอบครัวใฝ่ฝัน เขาคือเด็กหนุ่มผู้ทุ่มเทและมุ่งมั่นทุกวินาทีให้ฟุตบอลที่ชื่อ “เก๋า” ณัฐพล วรสุทธิ์

เขาเป็นใคร

ณัฐพล วรสุทธิ์ เกิดเมื่อปี 2540 ในครอบครัวขนาดเล็กกลางกรุงเทพมหานคร มีน้องชาย 1 คน เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 6 ขวบ หลังมีโอกาสติดสอยห้อยตามพ่อเดินสายตระเวนแข่งขันฟุตบอลเดินสายที่พ่อมักประจำการในตำแหน่งกองหลังของทีม การได้สัมผัสลูกหนังตั้งแต่วัยเด็ก การได้ร่วมซึมซับกลิ่นอายลูกหนังที่เต็มไปด้วยความสนุก เร้าใจและเต็มไปด้วยมิตรภาพทำให้ความหลงใหลในลูกหนังถูกฝังในตัวของเค้าไปโดยปริยาย 
“ผมเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ 6 ขวบ พ่อเป็นคนสอนผมเล่นฟุตบอลเป็นคนแรก หลังจากอายุได้ 8 ขวบก็ได้มีโอกาสไปเรียนที่อะคาเดมี่ของโค้ชธง ธงชัย สุขโกกี ช่วงแรกก็เป็นการเรียนเรื่องเทคนิคการเล่นฟุตบอลเป็นส่วนมาก แต่หลังจากนั้นก็เริ่มลงทีม ผมโดนจับไปเล่นกองกลาง นับแต่นั้นมาก็เล่นตำแหน่งนี้มาโดยตลอด ถามว่าทำไมผมเลือกเล่นฟุตบอลหน่ะเหรอ คงเป็นเพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่สนุก ให้ความสุข ได้เพื่อน พี่ น้องและมิตรภาพ”

ลูกแม่รำเพย

นี่คือนักเตะเยาวชนที่ผ่านการคัดตัวโครงการ Center of Excellence ของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยและได้เป็นนักฟุตบอลเยาวชนทีมชาติไทย ทำการฝึกซ้อมและเก็บตัวอยู่ที่ศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ หนองจอกและเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนวัดหนองจอกพิทยานุสรณ์ แต่หลังจากนั้นไม่นานนักชีวิตก็ถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ด้วยความสามารถในเชิงลูกหนังอันเอกอุของเจ้าตัวทำให้เจ้าเก๋าได้มีโอกาสเข้าเรียนต่อในโรงเรียนเทพศิรินทร์ในระดับชั้น ม.3 
“หลังช่วงเรียนที่โรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์ ผมกำลังจะไปคัดตัวเข้าอะคาเดมี่ของชลบุรี เอฟซี แต่ก็ได้รับการติดต่อจากโค้ชธงว่าสนใจย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์รึป่าว ซึ่งนั่นทำให้ผมตัดสินใจไม่ยากเลย แต่หลังจากเข้าเรียนที่เทพศิรินทร์ผมก็ไม่ได้ร่วมงานกับโค้ชธง เพราะโค้ชไม่ได้ทำทีมต่อและเป็นโค้ชกู้ อาจารย์ศักดา อุสมา ที่เข้ามาคุมทีมแทนโค้ชธง แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เนื่องจากโค้ชกู้เคยสอนผมที่อะคาเดมี่ของโค้ชธงมาก่อน”

อดทนสู่ฝัน

แม้จะไม่ผ่านการตัดตัวรอบสุดท้ายทีมฟุตบอลทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี แต่การได้รับการชักชวนเข้าสู่รั้วของทีมดังอย่างทรู แบ็งค็อค ยูไนเต็ด คือสิ่งที่เข้ามาทดแทนและนั่นก็เป็นโอกาสที่เจ้าตัวคว้าทันทีเพื่อหวังเป็นเส้นทางในการก้าวสู่นักฟุตบอลอาชีพที่ใฝ่ฝันมาโดยตลอดที่มาพร้อมกับการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต นั่นคือ การศึกษา
“หลังจากผมไม่ติดทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ผมก็ได้รับการติดต่อเข้าร่วมทีมทรู แบ็งค็อค ยูไนเต็ด หลังจากผมได้คุยกับพ่อ ทำให้ผมตัดสินใจเซ็นต์สัญญากับทีม ในขณะเดียวกันผมก็ต้องเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ก็มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหิดลที่ให้โอกาสกับผม ด้วยความที่ขณะนั้น ทรู แบ็งค็อค ยูไนเต็ด ซ้อมที่สนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ผมเลยเลือกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเรียนที่ศาลายา แต่จากนั้นทีมก็ย้ายไปแข่งและซ้อมที่สนามธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ทำให้หลังเรียนเสร็จผมต้องนั่งรถตู้ไป-กลับที่รังสิตทุกวันๆ ละประมาณ 4-5 ชั่วโมง เพื่อทำการฝึกซ้อมกับทีม หลังจากฝึกเสร็จก็กลับมานอนที่หอพักในมหาวิทยาลัยที่ศาลายา ยอมรับว่าเหนื่อยแต่ก็อดทน เพราะนี่คือการอดทนเพื่อความฝัน”

การตัดสินใจครั้งสำคัญ

การเล่นฟุตบอลควบคู่ไปพร้อมกับการเรียนคือสิ่งที่ไม่ยากลำบากเท่าใดนักกับนักฟุตบอลหลายๆคน แต่อาจไม่ใช่สำหรับบางคนที่ต้องใช้เวลาในการเดินทางทุกวันกว่า 4-5 ชั่วโมงเพื่อร่วมฝึกซ้อมและลงแข่งขันให้กับทีมเป็นประจำ ในบางวันจำต้องขาดซ้อม เพราะมีเหตุจำเป็นในการเรียนและนั่นคือการตัดสินใจครั้งสำคัญของเจ้าตัว
“บางช่วงผมก็ขาดซ้อม เนื่องจากมีเรียนและเดินทางไปไม่ทันซ้อม ทำให้โดนดร็อปและไม่ได้รับโอกาสลงเล่นเหมือนเพื่อนร่วมทีม จนเรียนจบชั้นปี 3 ผมเริ่มมองว่าคงต้องเลือกทางใดทางนึงระหว่างฟุตบอลหรือเรียนหนังสือ พ่อกับผมจึงมานั่งคุยกันและปรึกษาผู้ใหญ่หลายๆ คน จากนั้นพ่อก็ขับรถพาไปลาออกที่มหาวิทยาลัยด้วยตนเองเพื่อที่จะเล่นฟุตบอลเพียงอย่างเดียว แต่หลังจากลาออกได้เพียง 6 เดือนผมก็หมดสัญญากับทีมทรู แบ็งค็อค ยูไนเต็ดและไม่ได้รับการต่อสัญญากับทีม มันเป็นอะไรที่เกินบรรยายจริงๆนะ สำหรับความรู้สึกในวันนั้น”

แสงสุดท้าย

การกลายเป็นนักเตะไร้สังกัดด้วยวัยเพียง 21 ปี ที่เกิดขึ้นหลังตัดสินใจทุ่มเททุกอย่างในชีวิตเพียงเพื่อสิ่งที่เรียกว่า ‘ฟุตบอล’ อย่างเดียวเพียง 6 เดือน พร้อมกับคำถามว่าจะทำอย่างไรต่อไปในชีวิต หากเป็นใครสักคนคงหมดหวังท้อแท้ในชีวิตและหยุดเล่นฟุตบอลไปแล้วอย่างแน่นอน แต่คงไม่ใช่กับนักเตะดาวรุ่งรายนี้ที่ซุ่มซ้อมฟุตบอลอย่างหนักเช่นเดิม ด้วยเหตุที่ว่าได้ตัดสินใจเลือกสิ่งที่รักที่สุดในชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว
“หลังจากวันนั้น ผมยังซ้อมฟุตบอลตามปกติเหมือนเดิม เพราะผมเลือกแล้วว่าจะเอาดีด้านนี้ให้ได้ ส่วนพ่อก็ติดตามข่าวสารฟุตบอลโดยตลอด จนวันนึงพ่อก็ทราบข่าวว่าโค้ชธงไปคุมทีมนครปฐม ยูไนเต็ดและทราบว่ามีการคัดตัว พ่อก็เลยขับรถพาผมไปคัดตัวที่สนามในวันรุ่งขึ้น พ่อบอกผมว่าทำให้เต็มที่ สำหรับผมก็ไม่ได้คิดว่าจะติดทีมเช่นกัน ทำตามที่พ่อบอกและทำให้เต็มที่ สุดท้ายผมก็ได้รับสัญญาเล่นฟุตบอลอาชีพฉบับแรกในชีวิตที่นครปฐม ยูไนเต็ด”

ไม่คาดฝัน

การเข้ามาร่วมทีมที่เต็มไปด้วยดาวดังที่เต็มไปด้วยฝีเท้าอันยอดเยี่ยมและผ่านประสบการณ์อย่างมากมายในทีมนครปฐม ยูไนเต็ด ทำให้เจ้าตัวไม่เคยหวังตำแหน่ง 11 ตัวจริงในทีมแต่นับจากเกมแรกของฤดูกาลของเสือป่าราชา เป็นต้นมา ณัฐพล วรสุทธิ์ คือ ผู้เล่นคนสำคัญของทีมไปเป็นที่เรียบร้อยด้วยการลงเล่นตัวจริงทุกนัดพร้อมนำทีมรั้งตำแหน่งจ่าฝูง Thai League 4 โซตะวันตกในปัจจุบัน
“เอาจริงๆ ผมไม่เคยคิดมาก่อนนะว่าจะได้เป็นตัวจริงของทีม เพราะในทีมเต็มไปด้วยพี่ๆฝีเท้าดีๆอย่างมากมาย อาจเพราะผมเป็นผู้เล่นโควต้าอายุไม่เกิน 21 ปีมั๊ง เลยทำให้มีโควต้าลงเล่นพอดี แต่พ่อเคยบอกเสมอว่าเมื่อมีโอกาสแล้วก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุดในทุกนัด ผมพอใจผลงานของตัวเองพอสมควรนะในฤดูกาลนี้ แต่มันยังไม่ดีที่สุด ผมว่าตนเองยังทำได้ดีกว่านี้”

ทีมชาติไทย

การกลายเป็นนักเตะเพียงคนเดียวจาก Thai League 4 ทีมีรายชื่อติดทัพช้างศึกจูเนียร์ ชุดอุ่นเครื่องกับ ฮ่องกง นั่นทำให้หลายคนเริ่มโฟกัสพร้อมกับคำถามว่าเค้าคือใคร มาจากไหนและเจ๋งเพียงใด
“โค้ชธงเป็นคนแรกที่บอกผม แต่ผมไม่เชื่อนะ คิดว่าโดนโค้ชแกล้งแน่ๆ สุดท้ายโค้ชก็บอกว่าโค้ชโย่งเป็นคนโทรมาบอกด้วยตนเอง หลังจากนั้นผมรีบโทรบอกพ่อทันที พ่อดีใจมากและบอกว่า โอกาสมาแล้วทำให้เต็มที่”

ไม่ดีพอและพยายาม

หลังมีรายชื่อร่วมทัพติดทีมชาติไทย ชุดเอเชียน เกมส์ ภายใต้การคุมทีมของวรวุฒิ ศรีมะฆะ ได้มีโอกาสร่วมฝึกซ้อมและอุ่นเครื่องกับทีมชาติฮ่องกง แม้จะไม่ได้ไปต่อกับทีมแต่นี่คือโอกาสครั้งสำคัญในการพิสูจน์ความสามารถของตนเอง
“พ่อขับรถพาไปรายงานตัวเข้าร่วมฝึกซ้อมทีมชาติ ผมดีใจที่ทำให้พ่อได้ภูมิใจและได้เจอเพื่อนเก่าหลายคน การได้ฝึกซ้อมกับทีม ได้ลงเล่นในเกมอุ่นเครื่องกับทีมชาติฮ่องกง ครึ่งหลังเต็ม 45 นาที คือ โอกาสครั้งสำคัญ ถามว่าวันนั้นผมพอใจผลงานตัวเองมั๊ย ก็พอใจนะ วันนั้นพ่อก็ไปชมเกมในสนามด้วยพ่อก็บอกว่าทำได้ดี แต่สุดท้ายเรายังไม่ดีพอ ไม่ได้ไปต่อกับทีม แสดงให้เห็นว่า ผมยังไม่ผ่านการทดสอบ ต้องพัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้”

พัฒนา

การลงเล่นตัวจริงทุกนัดของทีมในฤดูกาล 2018 พร้อมซัดไปแล้ว 4 ประตูและมีโอกาสติดทีมชาติไทย ทำให้หลายคนย่อมมองว่านี่คือการถึงจุดสุดยอดที่นักเตะวัย 21 ปีทำได้ดีแล้ว แต่สำหรับดาวเตะรายนี้มองว่ายังมีหลายอย่างที่ยังต้องพัฒนา
“ที่นครปฐม ทุกคนจะมาสนามซ้อมก่อนเวลาซ้อมเสมอและนั่นเป็นโอกาสในการพัฒนาของผม ทุกวันก่อนซ้อมผมจะฝึกโยนบอลและยิงประตูเพิ่มเติม เพราะ นี่คือสิ่งที่ผมทำได้ยังไม่ดี ผมต้องฝึก ต้องโยนบอลให้แม่นกว่าเดิม ต้องยิงประตให้ดีกว่าเดิม ต้องทำให้ดีกว่าเดิม ฟุตบอลไม่มีคำว่าหยุดพัฒนา”

พ่อและลูก

การมีแรงบันดาลใจเล่นฟุตบอลมาจากคุณพ่อ คุณพ่อที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกชายได้เดินตามฝันอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางสายฟุตบอลย่อมบ่งบอกได้ถึงความผูกพันและทุกสิ่งทุกอย่างของพ่อลูกคู่นี้ได้เป็นอย่างดี
“ครอบครัวผมไม่ค่อยมีฐานะเท่าไหร่ แต่พ่อทำทุกอย่างเพื่อผมและผมก็ทำทุกอย่างเพื่อพ่อ สมัยเรียนที่เทพศิรินทร์พ่อเคยขาดงานมาเพื่อดูผมแข่งฟุตบอล จนทำให้พ่อมีปัญหาในที่ทำงาน ทำให้พ่อตัดสินใจออกจากงานมาขับแท็กซี่เพื่อหวังว่าจะมีเวลามาดูผมลงเล่นและสนับสนุนผมได้อย่างเต็มที่ ตอนเล่นที่ทรู แบ็งค็อคฯ รายได้ทุกบาทผมโอนเงินให้พ่อ ถึงแม้มันจะไม่เยอะแต่ผมก็หวังว่าจะเอาไปช่วยค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้ หลังจากมาเล่นที่นครปฐม ยูไนเต็ดก็ทำเช่นเดิม เงินทุกบาทผมก็โอนให้พ่อเพื่อที่พ่อจะได้เอาไปผ่อนค่าแท็กซี่และค่าใช้จ่ายในครอบครัว พอมีค่าใช้จ่ายอะไรที่ผมต้องใช้จ่ายก็บอกให้พ่อโอนเงินให้ พ่อทำทุกอย่างเพื่อผมจริงๆ จะไปไหนมาไหน พ่อก็พาไปทุกที่ มีอะไรก็คุยกับพ่อ พ่อคือคนที่อยู่ข้างผมตลอดเวลา”

ความฝันเพื่อพ่อ

“ผมอยากลงเล่นในลีคสูงสุด อยากติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ อยากเล่นทีมชาติให้พ่อนั่งดูสักครั้งในชีวิต ผมอยากทำให้พ่อภูมิใจในตัวผม”

Credit Picture : NakhonpathomUnited

Thai-football

—————————————————————
สนับสนุนโดย : UP-Development

“บ้าน" ที่ออกมาจากความตั้งใจและความใส่ใจ


https://www.facebook.com/UP-Development-241909426556923/