บทความ

นิฮาฟิล หะยีฮาซัน : จากวันเดอร์คิดเมืองนราที่เกือบหันหลังให้ฟุตบอลสู่จอมทัพกอและพิฆาต


ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเขาคือนักเตะดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองพร้อมถูกมอบฉายา “วันเดอร์คิดเมืองนรา” พร้อมก้าวสู่มหาอำนาจลูกหนังขาสั้นเมืองไทยอย่างอัสสัมชัญ ธนบุรี นำความสำเร็จมาสู่ทีมอย่างมากมาย จนถูกดันขึ้นชุดเยาวชนของเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมมหาอำนาจลูกหนังเมืองไทย แต่หลังจากนั้นไม่นานนักโชคชะตาพลิกผันทำให้เจ้าตัวกลับสู่บ้านเกิดที่จังหวัดนราธิวาสพร้อมเรื่องราวที่เป็นเหมือนบทพิสูจน์มากมายในการก้าวสู่นักเตะชั้นยอด
นี่คือเรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้ไม่เคยย่อท้อต่อโชคชะตาอันโหดร้าย ที่หวังจะใช้สองเท้าพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จบนถนนลูกหนังและปัจจุบันเขาคือกองกลางคนสำคัญที่กำลังอยู่บนเส้นทางอันจะพาทีมบ้านเกิดอย่างนรา ยูไนเต็ดก้าวสู่ลีคพระรองของเมืองไทยอย่าง Thai League 2 Thai-football ขอพาคุณไปติดตามเรื่องราวชีวิตของ “ฟิล” นิฮาฟิล หะยีฮาซัน

ครอบครัวนักเตะ
“ผมเกิดในครอบครัวนักฟุตบอล พ่อเป็นอดีตนักฟุตบอล แม่เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนพ่อเป็นนักฟุตบอลที่เก่งมาก เล่นตำแหน่งกองกลางเคยติดทั้งทีมจังหวัดนราธิวาสและทีมเขต 9 ลงแข่งขันกีฬาแห่งชาติ จนเคยได้รับการติดต่อจากสโมสรโอสถสภาให้ไปร่วมทีม แต่พ่อก็ปฎิเสธเลือกที่จะใช้ชีวิตและมีครอบครัวที่บ้านเกิด ส่วนผมเป็นลูกคนรองจากพี่น้องทั้งหมด 5 คน ทุกคนเป็นผู้ชายและเล่นฟุตบอลกันทุกคน พี่ชายคนโตเล่นกองหน้าเมื่อก่อนก็เล่นตามทัวร์นาเม้นท์ต่างๆ แต่ตอนนี้เลิกเล่นไปแล้ว น้องชายคนที่ 3 เล่นตำแหน่งกองหลัง ปัจจุบันเรียนที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา น้องชายคนที่ 4 เล่นตำแหน่งกองกลาง ตอนนี้เรียนที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ส่วนน้องชายคนสุดท้องเล่นตำแหน่งกองหน้า ตอนนี้ก็เรียนที่โรงเรียนกีฬาจังหวัดยะลา” ” นิฮาฟิล หะยีฮาซัน แนะนำตัวเอง

มรดกจากพ่อ
“สมัยเป็นเด็ก หลังจากที่พ่อละหมาดเสร็จ ประมาณ ตี 5 พ่อจะมาปลุกผมไปวิ่งทุกเช้าประมาณวันละ 5-6 กิโลเมตร จากนั้นก็จะมาฝึกซ้อมฟุตบอลต่อ โดยซ้อมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเบสิคพื้นฐาน การรับ-ส่ง โยนบอล การยิงประตู พ่อจะสอนทุกอย่างที่ต้องใช้ในการเล่นฟุตบอล ถามว่าตอนนั้นคิดอย่างไร ผมยอมรับนะว่าเหนื่อยและขี้เกียจมาก อาจเพราะเรายังเด็กเลยไม่เข้าใจในสิ่งที่พ่อทำ แต่ทุกวันนี้ที่ผมมีได้ก็เพราะที่พ่อ่ให้มา ไม่ว่าจะเป็นการเล่นฟุตบอลและความรับผิดชอบของตนเอง”
นิฮาฟิล ย้อนถึงวัยเด็กที่ได้รับการสอนฟุตบอลและปลูกฝังวินัยส่วนตัวมาจากพ่อที่เป็นครูคนแรกในการเล่นฟุตบอลของเจ้าตัว

สู่เมืองกรุง
การที่เขาได้มีโอกาสในการลงเล่นฟุตบอลอย่างต่อเนื่องและได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนที่ขึ้นชื่อเรื่องฟุตบอลของจังหวัดอย่างโรงเรียนนราธิวาส ก่อนที่เจ้าตัวจะได้รับโอกาสสำคัญในชีวิตชีวิตที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนนำพาเขาไปสู่เส้นทางลูกหนังครั้งสำคัญของเขา
“ผมเข้าเรียนชั้น ม.1 ที่โรงเรียนนราสิกขาลัย ก่อนจะย้ายไปเรียนที่โรงเรียนกีฬาจังหวัดยะลาในชั้น ม.2 ทำให้มีโอกาสไปแข่งขันฟุตบอลกีฬาโรงเรียนกีฬาแห่งประเทศไทยและมีแมวมองมาติดต่อให้ไปคัดเยาวชนทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 15 ปี พ่อก็ให้ไปคัด ผมจึงนั่งรถทัวร์เดินทางจากนราธิวาสกับโค้ชจากยะลาเพื่อไปคัดตัวที่จังหวัดนครสวรรค์ ผลปรากฏว่าติดเยาวชนทีมชาติไทย จากนั้นก็มีโอกาสเล่นฟุตบอลไพรมิสเตอร์ คัพ ให้กับทีมโรงเรียนกีฬาจังหวัดยะลาพบกับทีมอัสสัมชัญ ธนบุรี และทำผลงานได้ค่อนข้างดี “มาสเซอร์ธร” ธร สอระภูมิ จึงชักชวนให้ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี จนจบชั้น ม.6”

ใจกลางเมือง
หลังย้ายมาเรียนต่อในรั้วเจ้าสัวน้อย สถาบันลูกหนังอันเลื่องชื่อที่กวาดแชมป์เวทีขาสั้นมาแล้วทุกรายการในเมืองไทยของเด็กหนุ่มจากดินแดนใต้สุดแดนสยามไม่ได้สวยงามอย่างที่ใครหลายคนคิด บ่อยครั้งที่ความคิดถึงบ้านคือสิ่งที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาตัดสินใจเลือกที่จะหันหลังให้โอกาสครั้งสำคัญครั้งนี้
“ผมคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน ไม่อยากเล่นฟุตบอล ไม่อยากเรียน ไม่อยากอยู่ในเมืองหลวงอีกต่อไป แต่ก็มีมาสเซอร์ธร ที่คอยให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา ให้โอกาสตลอด รวมทั้งเพื่อนร่วมทีมที่ให้ความช่วยเหลือทั้งในและนอกสนาม ครอบครัวก็บอกให้อดทน คิดถึงอนาคต จนกระทั่งเรียนจบจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี และมีโอกาสเซ็นต์สัญญาลงเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกกับทีมอัสสัมชัญ ยูไนเต็ด”

กลับบ้าน
“ตอนนั้นผมได้รับการติดต่อจากทีมใหญ่ในลีคสูงสุดให้ย้ายไปร่วมทีม แต่ตอนนั้น ผมไม่เอาอะไรแล้ว อยากกลับบ้าน คิดถึงแม่ เป็นห่วงแม่ อยากกลับไปดูแลแม่ อยากไปช่วยทำงานที่บ้าน ช่วยดูแลน้อง จึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านที่นราธิวาส ตอนนั้นคิดอย่างเดียวคือกลับบ้าน ส่วนเรื่องฟุตบอลค่อยว่ากันทีหลัง” 
กองกลางดาวรุ่งพูดถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตที่ตัดสินใจเลือกเดินทางกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวที่บ้านเกิดพร้อมปฎิเสธรายได้และโอกาสในการลงเล่นให้ทีมใหญ่ในลีคสูงสุด

ไม่เป็นดั่งฝัน
“พอกลับมาอยู่บ้าน ผมก็มีโอกาสเซ็นต์สัญญากับทีมนรา ยูไนเต็ด แต่ลงเล่นได้เพียงเลคแรก เพราะทำผลงานให้กับทีมได้ไม่ดี ขี้เกียจซ้อมและไม่ได้รับโอกาสลงสนาม จึงย้ายไปเล่นให้กับทีมยะลา ยูไนเต็ดในเลคที่ 2” 
เจ้าฟิล เล่าถึงเหตุการณ์หลังเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ให้กับทีมบ้านเกิดไม่นานนักก็มีอันต้องจรลีไปจากทีมเนื่องจากไม่สามารถรีดฟอร์มเก่งให้กับต้นสังกัดได้ตามที่ผู้บริหารและแฟนบอลคาดหวังเท่าใดนัก

คำห้ามจากแม่
“ผมจะเลิกเล่นฟุตบอล นี่คือสิ่งที่บอกกับแม่ แต่แม่ห้ามไว้ แม่บอกว่าให้สู้ต่อไป พิสูจน์ตัวเองให้ได้ ทำให้ทุกคนเห็นว่าเรามีความสามารถ ตอนนั้นเครียดมาก เพราะคาดหวังไว้ว่าจะทำผลงานให้กับทีมบ้านเกิดตัวเองให้ดีที่สุด แต่ก็ทำไม่ได้และถูกยกเลิกสัญญา แฟนบอลและผู้บริหารก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเราทำผลงานได้ไม่ดี ซึ่งก็จริงอย่างที่ทุกคนพูด ตัวเองก็ขี้เกียจซ้อม จากนั้นก็มานั่งคิด ทบทวนทุกอย่างและขอดุฮาต่ออัลลอฮฺ คิดถึงคำที่พ่อเคยสอนไว้ทุกอย่าง จึงลุกขึ้นมาซ้อมอย่างหนัก ซ้อมคนเดียว ซ้อมจนเหมือนคนบ้า เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็น”
นิฮาฟิล ตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองใหม่และตั้งใจ จริงจังกับการเล่นฟุตบอลมากขึ้นพร้อมตั้งเป้าว่าจะพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็นในความตั้งใจ ความสามารถที่แท้จริงของตนเองหลังถูกยกเลิกสัญญากับทีมบ้านเกิดอย่างนรา ยูไนเต็ดพร้อมย้ายไปร่วมทีมยะลา ยูไนเต็ด ทีมบ้านใกล้เรือนเคียงในเลคที่ 2

บทพิสูจน์ครั้งสำคัญ
“ผมขับรถมอเตอร์ไซค์ไป-กลับวันละ 200 กิโลเมตรเพื่อไปฝึกซ้อมและลงแข่งขัน วันไหนมีซ้อมเช้าก็ต้องรีบตื่นแล้วขับมอเตอร์ไซค์จากนราธิวาสไปที่ยะลาเพื่อซ้อมเช้ากับทีม หลังจากซ้อมเสร็จถ้ามีซ้อมบ่ายก็จะอยู่รอซ้อมจนเสร็จแล้วก็ขับมอเตอร์ไซค์กลับ มาถึงบ้านก็ประมาณ 1-2 ทุ่ม เป็นอย่างนี้ทุกวัน ถามว่าตอนนั้นเหนื่อยมั๊ย ตอบได้เลยเหนื่อยมาก แต่ที่เป็นแบบนี้เพราะที่ผ่านมาเราทำลายมันเอง ทำลายความเชื่อมั่น ทำลายโอกาสในการเล่นฟุตบอลไปด้วยตัวเอง เราจึงต้องมาลำบากแบบนี้ ส่วนผลงานในสนามก็เริ่มดีขึ้น ได้ลงเล่นตลอดและทำประตูแรกในการค้าแข้งฟุตบอลอาชีพได้สำเร็จ จนปิดฤดูกาล หมดสัญญากับทีมยะลา ยูไนเต็ดและตั้งเป้าหมายว่าจะต้องกลับมาพิสูจน์ตัวเองกับทีมนรา ยูไนเต้ดให้ได้” 
เจ้าตัวเล่าถึงวิถีชีวิตในการค้าแข้งที่ยากลำบาก แต่ด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่นทำให้เขาสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม กลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของยะลา ยูไนเต็ดพร้อมเป้าหมายในการกลับมาเป็นหนึ่งในขุนพลของทัพกอและพิฆาตให้จงได้

บทพิสูจน์
“นรา ยูไนเต็ด เป็นทีมบ้านเกิดและเป็นทีมที่ผมอยากเล่นมาตั้งแต่เด็ก จนวันนึงผมมีโอกาสได้ลงเล่นแต่ทำผลงานได้ไม่ดีต้องออกจากทีมไป พอถึงฤดูกาล 2018 ผมพยายามตั้งใจที่จะพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็นอีกครั้ง ด้วยการเดินเข้ามาคัดตัวกับทีมอีกครั้ง มาคัดเพื่อพิสูจน์ตัวเอง มาคัดเพื่อโอกาสในการลงเล่นให้กับทีมบ้านเกิด สุดท้ายผมก็ทำได้สำเร็จ ได้เซ็นต์สัญญากับสโมสรพร้อมได้รับโอกาสลงเล่นอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ผมมีความสุขมากที่ทำในสิ่งที่ตนเองและคนรอบข้างคาดหวังได้สำเร็จ” 
หลังเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของทีมเป็นคำรบที่สอง กองกลางดาวรุ่งรายนี้ก็สามารถทำผลงานให้กับทีมได้ดีอย่างต่อเนื่องสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงของทีมได้สำเร็จ นำทีมคว้าตำแหน่งรองแชมป์ศึก Thai League 3 โซนล่างพร้อมคว้าตั๋วเล่นเพลย์ออฟหาทีมเลื่อนชั้นไปเล่นศึก Thai League 2 ฤดูกาลหน้า

วันสำคัญ
“ก่อนเริ่มเกมประธานสโมสร โค้ชและพี่ๆในทีมบอกว่า ไม่ต้องไปสนใจทีมอื่น ทำผลงานตนเอง ทำผลงานทีมเราให้ดี ต้องชนะให้ได้ก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนั้นยอมรับว่าค่อนข้างเครียดพอสมควร เพราะเราต้องชนะให้ได้เพียงสถานเดียวและทีมดับบลิวยู นครศรีฯ เป็นทีมที่เล่นในบ้านได้ดีมาก แต่พอจบเกมเราก็ชนะ 3 ประตูต่อ 1 ส่วนทีมตรัง เอฟซีก็ไม่ชนะทหารบก เอฟซี ทำให้เราคว้าอันดับ 2 ไปเพลย์ออฟได้สำเร็จ ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนฝันมาก มันยิ่งใหญ่จริงๆ ทุกคนในทีมเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข สำหรับผมมันเกินคำบรรยาย จากที่เคยเล่นแต่ฟุตบอลนักเรียนแล้วคว้าแชมป์ได้ ที่เทียบไม่ได้เลยกับการเล่นฟุตบอลอาชีพแล้วพาทีมบ้านเกิดตัวเองคว้าตั๋วเพลย์ออฟได้สำเร็จ”
นิฮาฟิล เท้าความในวันที่นรา ยูไนเต็ด บุกไปเอาชนะดับบลิวยู นครศรีฯ ในศึก Thai League 3 โซนล่างด้วยสกอร์ 3 ประตูต่อ 1 ได้สำเร็จ คว้าตำแหน่งอันดับ 2 พร้อมคว้าตั๋วไปเล่นเพลย์ออฟเพื่อหาทีมเลื่อนชั้นไปเล่นในศึก Thai League 2 ที่จะต้องพบกับอยุธยา ยูไนเต็ด

ใจเกินร้อย
“ผมพร้อมลงสนามเพื่อทีม สภาพร่างกายและสภาพจิตใจตอนนี้เกินร้อย ทุกอย่างในทีมพร้อมเป็นอย่างมาก บรรยากาศในทีมกำลังยอดเยี่ยม สภาพทีมกำลังลงตัว เราคือทีมที่เต็มไปด้วยผู้เล่นคุณภาพ มีความสมดุลระหว่างผู้เล่นที่เต็มไปด้วยประสบการณ์และดาวรุ่งที่มีความกระหายในการลงเล่น สุดท้ายความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของทุกคนในทีมจะเป็นสิ่งที่นำเราไปสู่ชัยชนะพร้อมพาทีมเลื่อนชั้นสู่ Thai League 2 ได้สำเร็จอย่างแน่นอน” 
กองกลางจอมทัพแห่งนรา ยูไนเต็ดกล่าวถึงความพร้อมและความรู้สึกในการพาทีมกอและพิฆาต คว้าตั๋วใบสุดท้ายในการเลื่อนชั้นสู่ Thai League 2

วันเดอร์คิดเมืองนรา
“เอาจริงๆ ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนตั้งฉายานี้ให้และจนวันนี้ก็ยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่า วันเดอร์คิด แต่สำหรับผมคำว่าฟุตบอลมีอะไรมากกว่าฉายาที่ได้รับ ทุกวันนี้ที่ผมกำลังพยายามและตั้งใจมากที่สุด คือ การทำผลงานที่ดีที่สุดให้กับทีม ทำทุกอย่างในสนามให้ออกมาดีที่สุด ผมอยากเป็นนักฟุตบอลที่ดีกว่าเดิมในทุกวัน เป้าหมายในการเล่นฟุตบอลอาชีพ ผมอยากเล่นลีคสูงสุดของไทยอย่างทีฝัน เพือไปตามฝันทีพ่อเคยปฏิเสธไว้ครับ เพราะฟุตบอลเป็นอะไรมากกว่าความรัก ฟุตบอลคือครอบครัวของเรา แต่สำหรับผมตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างในสนาม เพื่อนรา ยูไนเต็ด”
นิฮาฟิล หะยีฮาซัน พูดถึงฉายาที่ได้รับและกล่าวทิ้งท้ายถึงเป้าหมายในการเล่นฟุตบอลของตนเอง

Credit Picture : NARA UNITED

Thai-football

—————————————————————

สนับสนุนโดย : UP-Development

“บ้าน" ที่ออกมาจากความตั้งใจและความใส่ใจ


https://www.facebook.com/UP-Development-241909426556923/